โมดูลที่ 3
การบริหารการศึกษาแห่งอนาคต
บทบาทผู้อำนวยการสนับสนุนสถานศึกษาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง
ผู้อำนวยการโรงเรียน มีผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนขนาดไหน ?
- ผลงานวิจัย ชื่อว่า How Principals Affect Students and Schools มีผลวิจัยออกมาว่าผู้อำนวยการโรงเรียนมีอิทธิพลต่อผู้เรียน เช่น สิ่งที่ผู้อำนวยการทำต่อครู ส่งผลต่อห้องเรียน (ทางอ้อม) ส่วนทางตรงอย่างเช่นโรงเรียนเล็กที่ผู้อำนวยการจะต้องสอนหนังสือเองด้วย
- ถ้าผู้อำนวยการเก่งสามารถพลิกฟื้นโรงเรียนได้เทียบเท่ากับครูที่เก่งที่สามารถเปลี่ยนแปลงห้องเรียนได้
- ในบริบทท้าทาย ผู้อำนวยการมีผลต่อการเรียนรู้นักเรียนมากกว่าโรงเรียนในเมือง
- การลงทุนพัฒนาผู้บริหารโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จให้ผลที่คุ้มค่าไม่น้อยกว่าการลงทุนพัฒนาระบบการศึกษาด้านอื่น
ทำไมผู้อำนวยการสถานศึกษาจึงต้องให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลง ?
“เพราะโลกของเราเปลี่ยนแปลงไปตลอดถ้าหยุดเรียนรู้เพียงเสี้ยววินาทีเดียว เราจะตามคนอื่นไม่ทัน” ตัวอย่างคำตอบ
- การปรับตัวกับแนวโน้มทางการศึกษาที่เปลี่ยนแปลง
- การเตรียมผู้เรียนเพื่ออนาคต
- การสนองความต้องการที่จำเป็นที่เปลี่ยนแปลงของผู้เรียน
- การพัฒนาทางวิชาชีพครู เช่น วPA
- การร่วมมือรวมพลังกับผู้ปกครอง ชุมชน และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- การปฏิบัติตามนโยบายกฎหมายและการรับผิดชอบ
มาตรฐานตำแหน่งผู้อำนวยการสถานศึกษา
- ด้านการบริหารวิชาการและความเป็นผู้นำทางวิชาการ
- ด้านการบริหารการจัดการสถานศึกษา
- ด้านการบริหารการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์และนวัตกรรม
- ด้านการบริหารวิชาการชุมชนและเครือข่าย
- ด้านการพัฒนาตนเองและวิชาชีพ
ผู้นำการเปลี่ยนแปลง VS ผู้บริหารการเปลี่ยนแปลง
- หนังสือที่แนะนำให้อ่านทั้งหมด 3 เล่ม ได้แก่ Leading Change โดย John Kotter Leading In A Culture of Change โดย Michael Fullan และคู่มือการพัฒนาผู้บริหารของรัฐมินิโซต้า
- บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง มีความแตกต่างกับผู้บริหารการเปลี่ยนแปลง โดยผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะมีหน้าที่ดังนี้ 1. สร้างความรู้สึกเร่งด่วน 2. ร่วมพัฒนาและสื่อสารวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและจับใจ 3. สร้างความสอดคล้องในการปฏิบัติงาน 4.เข้าใจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลง 5. กระจายความสำเร็จ 6. สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร 7. พัฒนาภาวะผู้นำตนเอง
- บทบาทผู้บริหารการเปลี่ยนแปลง มีหน้าที่ดังนี้ 1. การสร้างทีมและร่วมมือรวมพลังกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 2. การออกแบบและนำแผนสู่การปฏิบัติ
- การบริหารการเปลี่ยนแปลงไม่เพียงที่จะสร้างการเปลี่ยนแปลงจะต้องเพิ่มการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงด้วย
บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง “การเปลี่ยนแปลงที่ประสบความสำเร็จ ต้องใช้ทั้งการบริหารและภาวะการเป็นผู้นำ ความล้มเหลวในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นผลมาจากภาวะผู้นำที่ผิดพลาดมากกว่าการบริหารที่ไม่ดี” Randy Pennington
- สร้างความรู้สึกเร่งด่วน (Create Sense of Urgency) เป็นการระบุปัญหาหรือภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นด้วยการใช้ข้อมูลสนับสนุน (สถิติ/ผลวิจัย) / สื่อสารและหาแนวร่วม เพื่อให้ครูและนักเรียน ผู้ปกครองเข้าใจในผลที่ตามมา (การเรียนรู้ถดถอย-นักเรียนลด) / เล่าเรื่องราวด้วย Story telling เพื่อให้ครูเกิดแรงบันดาลใจ
- ร่วมกันระบุปัญหาของสถานศึกษา เพื่อตอบว่าทำไมโรงเรียนจึงจำเป็นที่ต้องปรับแนวทางปฏิบัติอย่างเร่งด่วน / ครูผู้นำส่วนใหญ่ต้องเชื่ออย่างจริงใจว่าไม่เปลี่ยนก็ไม่รอด / ร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระบุปัญหา เนื่องจาก ผู้บริหารไม่ได้เข้าใจปัญหาทั้งหมดไม่มียารักษาทุกโรคบางคนต่อต้าน
- ร่วมพัฒนาและสื่อสารวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนและจับใจ คุณสมบัติวิสัยทัศน์ที่มีประสิทธิภาพ 6 ประการได้แก่ 1.โรงเรียนจะเป็นอย่างไรเมื่อการเปลี่ยนแปลงสัมฤทธิ์ผล 2.มีพลัง 3.มีความเป็นไปได้วัดได้และทำได้ 4.มีจุดเน้น อยู่ในเป้าหมายที่จัดการได้และสอดคล้องกับเป้าหมายองค์กร 5.มีความยืดหยุ่น 6.ง่ายต่อการสื่อสารไปยังคนทุกระดับในสถานศึกษา
- สื่อสารวิสัยทัศน์ ได้แก่ 1. สื่อสารความจำเป็นประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลง 2. จัดการกับข้อกังวลและการคัดค้าน 3. สร้างความเป็นเจ้าของร่วม มุ่งสู่เป้าหมายเดียวกันและจัดทรัพยากรและหน้าที่ไปในทิศทางเดียวกัน 4. สื่อสารอย่างต่อเนื่องและใช้ช่องทางที่หลากหลาย 5. ผู้นำต้องพบเห็นได้ เปิดเผย เปิดใจและรับฟังความคิดเห็นเพื่อตอบสนองการต้องการของเขาได้และสื่อสารในแง่ของการพัฒนาโรงเรียนเพราะต้องการครูที่เก่งไม่ใช่ครูสอนไม่เก่ง / บอกผลดีที่เกิดขึ้นกับโรงเรียนอื่นที่ประสบความสำเร็จ / แนวทางในการตัดสินใจและลำดับความสำคัญของกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียน
- สร้างความสอดคล้องในการปฏิบัติงาน (Create Coherent) ทำได้ด้วย 1.สร้างความเชื่อมโยงระหว่างงาน และโครงการต่างๆ ในโรงเรียนกับเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง 2.วิเคราะห์นโยบายต้นสังกัดกับเป้าหมายของการเปลี่ยนแปลง 3.นำเป็นตัวอย่าง (เทคโนโลยี, วPA) 4. ครูและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเข้าใจและนำสู่การปฏิบัติของตน
- เข้าใจผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงต่อผู้อื่น โดยการ 1.เข้าใจและรับรู้ถึงปฏิกิริยาของครูและบุคลากรต่อการเปลี่ยนแปลงและสนองอย่างสุขุม 2.ให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการออกแบบการนำแผนการเปลี่ยนแปลงสู่การปฏิบัติ 3.ให้เวลาและพื้นที่ในการปรับตัวและทบทวนการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ
- กระจายความสำเร็จ โดยการ 1) มองหาครูแกนนำ 2) เฉลิมฉลองให้กับการเปลี่ยนแปลงระยะสั้น 3) สื่อสารกับครูที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง โดยคุณสมบัติของผู้นำการเปลี่ยนแปลง 1. เชื่ออย่างแท้จริงว่าการเปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืน 2. สามารถสื่อสารวิสัยทัศน์ได้อย่างน่าเชื่อถือ และมีพลัง 3. มีทักษะด้านบุคคลรู้ลึกเรื่องโรงเรียนสามารถทำงานให้สำเร็จ “รู้ลึกมีประสบการณ์สายปฏิบัติ”
- สร้างชัยชนะระยะสั้น โดยการ 1) รับทราบและยอมรับความสำเร็จ 2) ให้ข้อเสนอแนะในเชิงบวก 3) เฉลิมฉลองเหตุการณ์สำคัญ 4) แบ่งปันเรื่องราวความสำเร็จ 5) ให้รางวัลที่เป็นทางการ มีระบบและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน 6) ตอบสนองและมองหาประโยชน์จากครูผู้ต่อต้าน
- สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร โดยการ 1.ส่งเสริมการเรียนรู้และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง 2.ทบทวนและปรับปรุงโครงสร้าง นโยบายและกระบวนการต่างๆ เป็นประจำ 3.จัดทำแนวทางปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จบูรณาการเข้ากกับการปฏิบัติงานประจำวัน 4.มุ่งเน้นการพัฒนานวัตกรรมและการทดลองแนวคิดใหม่ๆ 5.ส่งเสริมการทำงานร่วมกันเป็นทีม
- พัฒนาความเป็นผู้นำของตนเอง โดยการ 1) ช่วยให้เข้าใจแง่มุมทางอารมณ์ของการเปลี่ยนแปลงส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจและความเข้าใจลึกซึ้ง 2) สร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับครูบุคลากรและนักเรียน 3) พิจารณาคำพูดการกระทำและการตัดสินใจที่มีต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3) อยู่ให้เห็นเป็นแรงบันดาลใจแถลงไขวิสัยทัศน์อย่างไม่หยุดหย่อน 4) ระบุการปฏิบัติที่เป็นเลิศ ฉลอง และสร้างแรงบันดาลใจต่อให้ทำมากขึ้น
เพราะอะไรคนถึงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
- การต่อต้านเป็นเรื่องธรรมชาติของคน “ทำไมฉันต้องยกเลิกสิ่งที่ทำอยู่”
- มักมองเห็นผลร้าย สิ่งที่ไม่คาดคิดที่มาจากการเปลี่ยนแปลง
- มีปฏิกิริยาไวต่อการเปลี่ยนแปลงที่ลดผลลัพธ์ของการเปลี่ยนแปลง
- มักไวต่อค่านิยมเดิมที่ผู้เข้ามาเปลี่ยนแปลงมักไม่เข้าใจ
เทคนิคการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็ง
- กระตุ้นให้เกิดความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อสร้างสรรค์และพัฒนาการทำงานแบบใหม่ๆ
- หาวิธีการที่จะสร้างความเชื่อมั่น ต่อการเปลี่ยนแปลงให้เกิดกับครูทุกคน
- ส่งเสริมให้ครูผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีผลงานความสำเร็จได้ก้าวหน้าทางวิชาชีพ
บทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลง “โรงเรียนประถมศึกษาต้องใช้เวลา 3 ปีจึงจะประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ของนักเรียน ขึ้นอยู่กับขนาดโรงเรียนมัธยมศึกษาอาจใช้เวลาถึง 6 ปี” Michael Fullan
สร้างทีมและร่วมมือรวมพลังกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยการยกตัวอย่างโครงสร้างการสนับสนุนการเรียนรู้ของครูโดยมีชั้นเรียนเป็นศูนย์กลางของทุกกลไกที่เกี่ยวข้องพื้นที่สำคัญในการพัฒนาเชิงวิชาชีพประกอบไปด้วยกำลังหลักต่อไปนี้ 1. ผู้ให้คำแนะนำที่ดีในการพัฒนาการสอน 2. เพื่อนครูที่สอนในระดับชั้นเดียวกัน 3. ครูใหญ่ผู้อำนวยการและผู้ช่วย 4. ศึกษานิเทศก์และคณาจารย์มหาวิทยาลัย
ออกแบบและนำแผนสู่การปฏิบัติ โดยการ 1.กำหนดเป้าหมายและความสอดคล้องของวิสัยทัศน์โรงเรียนกับของต้นสังกัด 2.กำหนดหลักฐานความสำเร็จ 3.จัดตั้งทีมเพื่อรับผิดชอบแต่ละเป้าหมาย 4.การบริหารทรัพยากรมนุษย์ 5.กำหนด Timeline 6.ประชุมพูดคุยกันสม่ำเสมอเพื่อติดตามและปรับทบทวนเป้าหมาย 7.ประชาสัมพันธ์ความคืบหน้าของงาน
สรุปใจความสำคัญ คือ บทบาทของผู้อำนวยการสถานศึกษาในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลง จะต้องมีทั้งภาวะผู้นำ และการบริหารการเปลี่ยนแปลง เพราะถ้าขาดอย่างใดอย่างหนึ่ง การเปลี่ยนแปลงจะได้เกิดขึ้น ดังเช่นรูปภาพด้านล่าง
5 วิธีพาโรงเรียนสร้างความร่วมมือกับชุมชนสู่ความสำเร็จ
การสร้างการมีส่วนร่วมกับชุมชนหรือการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างโรงเรียนและชุมชนจะสามารถช่วยขยายขอบเขตการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างกว้างขวางและสามารถเชื่อมโยงความรู้ให้เข้ากับเรื่องรอบตัวนักเรียนได้ดียิ่งขึ้นซึ่งหากท่านผู้บริหารเห็นความสำคัญและต้องการที่จะเริ่มสร้างปฏิสัมพันธ์กับชุมชนสามารถดำเนินการได้ตาม 5 วิธีต่อไปนี้
1)ค้นและระบุโอกาสจากทรัพยากรที่มีในชุมชน
มันคงเป็นเรื่องที่ยากหากเราจะทำอะไรร่วมกับชุมชนแต่ไม่รู้จักทรัพยากรต่างๆ ที่ชุมชนเรามีหรือเป็นก่อนยกตัวอย่างเช่น ผู้บริหารอาจจะให้บุคลากรในโรงเรียนร่วมค้นหาข้อมูลว่ามีใคร ทำอะไรในชุมชนของเราบ้าง เช่น กลุ่มธุรกิจในท้องถิ่น องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร องค์กรบริหารสังคม สมาคมต่างๆ ในบริเวณใกล้เคียง หน่วยงานรัฐ ห้องสมุดประจำเขต เป็นต้น หลังจากนั้นให้ทุกคนในโรงเรียนช่วยกันระบุความต้องการที่โรงเรียนต้องการและระบุทรัพยากรของโรงเรียนที่สามารถจัดสรรให้กับชุมชนได้รวมถึงการหาจุดเชื่อมโยงในการส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนร่วมกัน เช่น หากมีธนาคารใกล้กับโรงเรียนผู้บริหารสามารถเชิญชวนนักธนาคารและการเงินมาเป็นหนึ่งในผู้ร่วมออกแบบหลักสูตรการเงินให้กับนักเรียนหรือสอนเกี่ยวกับการเก็บออมต่างๆ เป็นต้น
2)เข้าหาชุมชนเพื่อแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ร่วมกัน
หลังจากบุคลากรในโรงเรียนร่วมกันค้นหาองค์กรหรือหน่วยงานต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วขอให้ผู้บริหารนำทีมคุณครูแกนนำไปพบปะองค์กรเหล่านั้นด้วยตนเองเพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนเป้าหมายและวิสัยทัศน์ร่วมกันถามความต้องการและความคิดเห็นขององค์กรนั้นๆ ว่า “โรงเรียนจะสามารถช่วยเหลือชุมชนได้ดีขึ้นอย่างไร” และขอให้ผู้บริหารจำไว้ว่าเป้าหมายของการสนทนา คือ การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีเพื่อการทำงานร่วมกันในอนาคตไม่ใช่เป็นการพูดคุยถึงแต่ความต้องการของโรงเรียนเพียงอย่างเดียว
3)กำหนดวิสัยทัศน์ที่สอดคล้องกับชุมชน
ควรคำนึงไว้เสมอว่าการกำหนดวิสัยทัศน์ที่ดีร่วมกัน ควรมีความสอดคล้องกับวิสัยทัศน์ที่ชุมชนหรือองค์กรที่เราต้องการทำงานด้วย ยกตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม เช่น อดีตผู้อำนวยการโรงเรียน The Park School จากเมือง Baltimore เนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ใกล้เขตชุมชนของผู้สูงอายุจึงได้ริเริ่มโครงการทำงานร่วมกับชุมชนโดยการจัดช่วงเวลาให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีโอกาสได้เยี่ยมเยียนชุมชนผู้สูงอายุจึงทำให้นักเรียนมีโอกาสสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้สูงอายุโดยการอ่านหนังสือให้พวกเขาฟัง พูดคุยกับพวกเขาและรับฟังเรื่องราวชีวิตของผู้สูงอายุเหล่านั้นและในขณะเดียวกันนั้นโรงเรียนยังสร้างภารกิจที่มีความหมายต่อชุมชนด้วยการจัดกิจกรรมให้แก่ผู้สูงอายุที่พักอาศัยใกล้เคียงกับโรงเรียน จากตัวอย่างข้างต้นจะเห็นได้ว่าสิ่งสำคัญคือการกำหนดโอกาสที่ส่งผลดีต่อทั้งโรงเรียนและชุมชนเพื่อการทำงานร่วมกันต่อไปในอนาคต
4)เริ่มต้นเล็กๆ แล้วค่อยขยายใหญ่
บ่อยครั้งเมื่อเราเจอองค์กรที่อยากทำงานไปในทิศทางเดียวกันผู้บริหารอาจจะอยากสร้างหรือจัดงานยิ่งใหญ่เพื่อเด็กๆ และชุมชนแต่อย่าลืมว่าการจัดงานครั้งหนึ่งใช้ระยะเวลานาน และงบประมาณที่มากมาย ดังนั้น ข้อแนะนำ คือ การเริ่มต้นทดลองทำงานร่วมกันในเป้าหมายที่เล็กลงก่อน เช่น บางครั้งผู้บริหารอาจจะมีเป้าหมายสร้างโครงการสร้างอาชีพให้นักเรียนทั้งโรงเรียน แต่เราอาจจะต้องแบ่งกลุ่มเป้าหมายออกเป็น 2 กลุ่ม โดยเริ่มต้นทดลองกับนักเรียนชั้น ม.3 ก่อน โดยการเชิญวิทยากรในชุมชนมาให้ความรู้กับนักเรียน และหลังจากนั้นค่อยขยายผลออกไปในระดับชั้นอื่นๆ เป็นต้น เพื่อไม่ให้เสียเวลาไปกับการเตรียมงานที่มากเกินไป
5)สรุปผลการทำงานร่วมกันเพื่อพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
กระบวนการนี้จะช่วยทำให้ชุมชนหรือองค์กรที่ทำงานร่วมกับโรงเรียนมั่นใจว่าเรากำลังเดินทางไปในทิศทางเดียวกันและสามารถสานต่อการทำงานร่วมกันในอนาคตได้ ดังนั้น ผู้บริหารควรมีการประเมินและสรุปการทำงานร่วมกันทั้งในแง่ของประโยชน์ที่ได้รับร่วมกันความรู้สึกของคนในชุมชนการเรียนรู้ที่ดีขึ้นของนักเรียนและการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้นของคุณครู ไม่เพียงแต่การประเมินในด้านบวกเท่านั้นควรจะต้องมีการประเมินและพูดคุยกันถึงความท้าทายที่เกิดขึ้นระหว่างการทำงานร่วมกันด้วยเพื่อวางแผนการทำงานต่อไป
สุดท้ายนี้ขอให้ผู้บริหารคำนึงไว้ว่า“โรงเรียนไม่ได้เป็นที่ให้ความรู้นักเรียนเพียงอย่างเดียวเท่านั้น” ถึงแม้ว่าโรงเรียนจะเป็นสถานที่หลักที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของนักเรียนแต่อย่าลืมว่าองค์กรต่างๆในพื้นที่ ผู้ปกครอง ชุมชน ต่างมีประสบการณ์ที่มากมายสามารถช่วยเติมเต็มศักยภาพของโรงเรียนได้เช่นกัน ดังนั้น ขอให้ผู้บริหารใช้ความเชี่ยวชาญของชุมชนให้เกิดประโยชน์เพื่อเป็นการตอบแทนที่ได้เอื้อทรัพยากรและสนับสนุนซึ่งกันและกัน
แปลและเรียบเรียง
School-Community Engagement : 5 Steps to Creating Impactful Partnership
กลยุทธ์การบริหารจัดการสถานศึกษาด้วย PA
การทำ วPA สร้างความแตกต่างให้การเรียนการสอน ส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อผู้เรียน
ตัวแทนคุณครูปัญญรัสม์ อยู่ยั่งยืน“ประเมินวิทยฐานะในช่วงเดิมที่ผ่านมาจะต้องเตรียมแฟ้ม 13 แฟ้มทุกอย่างพอได้ข่าว วPA ดีมากๆ และเกิดผลโดยตรงต่อเด็กโดยที่การกำหนด 8 ตัวชี้วัดจะทำให้คุณครูมีทิศทางในการสอนซึ่งลองดูสาระสำคัญของคลิปวิดีโอที่นำมาเผยแพร่ต่อไปนี้ “ใช้หลักการดำเนินการ คือ การพึ่งพาตนเองการทำงานอย่างสุขและเศรษฐกิจพอเพียงในการเลือกใช้วัสดุเหลือใช้ไม่เป็นภัยต่อสิ่งแวดล้อมทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกสนาน ภาคภูมิใจที่ได้สร้างนวัตกรรมที่ก่อเกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมและสังคม” โดยใช้ DGPMC MODEL ในการจัดการเรียนสอน”ตัวแทนคุณครูอาชีวะ ครูพลกฤษณ์ หนูทองพูล “แบบเดิมเราไม่ทำเลยเพราะดูแต่กระดาษเป็นการประเมินที่ไม่จริงจนมาเจอ PA ก็ทำให้เราเปลี่ยนแปลงเรื่องอยากทำ PA ทุกอย่างเกิดขึ้นจากนักเรียน นักเรียนได้ทดลองประดิษฐ์สิ่งต่างๆ เองสร้างบอร์ดควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งจากเมื่อก่อนนักเรียนจะตั้งคำถามว่า “เรียนแล้วเอาไปทำอะไรแต่ตอนมี PA นักเรียนสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรียนได้”
การสื่อสารสร้างความเข้าใจให้แก่คุณครู เมื่อนำ PA ลงสู่โรงเรียน
ผู้อำนวยการศุภโชค ปิยะสันติ์ โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคีให้แนวทางดังนี้
“คิดว่าปัญหาหลักของการนำ PA ไปใช้ที่โรงเรียน คือ ความไม่เข้าใจที่ไม่ตรงกันเพราะฉะนั้นวิธีการที่จะเริ่มสร้างความเข้าใจในโรงเรียน
- หลักคิดแรก น้ำเชี่ยว จะไม่เอาเรือไม่ขวาง
- ค่อยๆ ให้ข้อมูลทีละนิด เพื่อให้เห็นเจตนารมณ์
- ตั้งเป้าหมายที่ตัวผู้เรียนเช่นเดียวกัน
- ตีความเป้าหมายให้ตรงกัน
- หาแนวทางการทำงานร่วมกัน
เทคนิคการเป็นผู้นำที่เอาชนะใจคุณครู
ผู้อำนวยการศุภโชค ปิยะสันติ์ โรงเรียนบ้านห้วยไร่สามัคคีให้แนวทางดังนี้
- ใช้กลไกลของวPA ในการเข้าไปช่วยเหลือคุณครู เช่น การเข้าห้องเรียน 5 ชั่วโมง
- จับถูกมากกว่าจับผิดเพื่อให้ครูไว้วางใจ
- เปลี่ยนจากคนสั่งเป็นคนช่วยเหลือ (Coach)
- นั่งคุยกับครูเรื่องเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของโรงเรียนและให้ครูแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยการเขียน Post-it
- ใช้ PLC ในการรับฟังมากกว่าการสั่งการ
- เข้าไปในห้องเรียนเพื่อชื่นชมและให้คำแนะนำคุณครู
- สร้างวงการเรียนรู้โดยการให้ครูสังเกตการสอนของเพื่อนและร่วมแลกเปลี่ยนกัน
- ต่อยอดประเด็นแลกเปลี่ยนซึ่งกันและกันอะไรที่ดีหรือต้องพัฒนาต่อ
- กำหนดหัวข้อในการ PLC ได้แก่ระดับ System คุยเรื่องโครงสร้าง เช่น การลดเพิ่มโครงการสร้างตารางเรียนระดับ Lesson Study หรือระดับห้องเรียนระดับ Case Study หรือระดับนักเรียนชิ้นงานเด็กและวิธีการสอน
- เข้าใจรูปแบบการประเมินเพื่อการพัฒนา คือ Appraisal ประเมินเพื่อพัฒนาและให้คุณค่าเพื่อชื่นชมซึ่งแตกต่างกับการประเมินแบบน Evaluation คือประเมินแบบผ่าน/ตก ประเมินเพื่อตัดสินและ Assessment คือประเมินเพื่อพัฒนา
ดร.ภารดี ผางสง่า ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดอมรินทรารามให้แนวทางดังนี้
- สนับสนุน ติดตามนิเทศและให้กำลังใจตลอดจนการเตรียมการเรียนรู้ในห้องเรียน
- อยู่ในห้องเรียนมากกว่า 5 ชั่วโมง
- สร้างบรรยากาศเป็นกัลยาณมิตร
- เป็นตัวอย่างที่ดี เช่น ยืนรอหน้าโรงเรียนเพื่อรอรับครูและนักเรียน
- มองสำเร็จของ PA อยู่ที่คุณครูและตัวนักเรียน
สิ่งที่ครูต้องการการสนับสนุนจากผู้บริหาร
อยากได้ผู้บริหารที่สนับสนุนคุณครูและศึกษากระบวนการของ PA ไม่อย่างงั้นครูจะเสียสิทธิ์อยากได้บรรยากาศการเรียนที่เป็นกัลยาณมิตร
ประเด็นความรู้จากอ.วิริยะ ฤาชัยพาณิช
- Instructional Leader คือการมองปัญหาทุกอย่างเกิดจากตัวเองทั้งหมด จะไม่โยนความผิดไปให้ครู
- ประเด็นชวนคุยในวง PLC 1. เรื่องเด็ก 2. เรื่องการพัฒนาตัวเอง โดยที่จะต้องมีผู้เชี่ยวชาญข้างนอกเข้ามาแลกเปลี่ยนประเด็นเพิ่มเติม
ความรู้จากเวทีเสวนาในวันนี้ช่วยให้ผู้อำนวยการทุกท่านที่เข้าร่วมได้เห็นกลยุทธ์และวิธีการการนำ PA ไปใช้จริงที่โรงเรียนโดยเริ่มต้นจากการสร้างความเข้าใจร่วมกับทีมครูและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นภายในโรงเรียนเพื่อต่อยอดการพัฒนาอย่างไม่มีสิ้นสุด
9 คุณสมบัติของผู้นำพาโรงเรียนสู่ความสำเร็จ
การเป็นผู้นำ หรือผู้อำนวยการโรงเรียนอาจเป็นงานที่ท้าทาย เพราะงานส่วนใหญ่เป็นงานบริหารและเกี่ยวข้องกับบุคลากรหลายฝ่าย และที่สำคัญ คือ เป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันงานต่างๆ ของโรงเรียนให้ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น การผลักดันด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนหรือการบริหารโรงเรียน
ในแง่มุมที่สำคัญของผู้บริหารที่สามารถพาโรงเรียนประสบความสำเร็จ คือ การเป็นผู้นำที่มีทัศนคติเชิงบวก ช่วยสนับสนุนและสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ผู้เรียนและมีอุดมการณ์มุ่งสร้างความสำเร็จไม่ว่าจะต้องใช้กลยุทธ์อะไรก็ตามนอกจากคุณสมบัติความเป็นผู้นำดังที่กล่าวไปแล้ว ยังมี 9 คุณสมบัติที่สำคัญของการเป็นผู้นำที่ดีต่อไปในอนาคต ดังต่อไปนี้
1.การฝึกฝนอบรมคุณครู และการรักษาครูที่ดีไว้
ทักษะการจัดอบรมที่มีคุณภาพและการรักษาครูที่ดีจะช่วยผู้บริหารแบ่งเบางานได้มากขึ้นเพราะครูที่เก่งจะคอยจัดการงานต่างๆ ที่สำคัญแทน เช่น การสื่อสารกับผู้ปกครองการจัดการห้องเรียนอย่างมีประสิทธิภาพและคอยแก้ไขปัญหาต่างๆ ในโรงเรียนได้
2.มีจรรยาบรรณในการทำงาน
ผู้นำที่ดีจะต้องกำหนดแนวทางสำหรับทุกคนในโรงเรียน โดยเป็น ‘ตัวอย่าง’ ที่ดีให้แก่ครูและเจ้าหน้าที่ทุกคน เช่น เป็นคนแรกที่มาถึงและเป็นคนสุดท้ายที่ออกจากโรงเรียน เป็นต้น เมื่อคุณครูและเจ้าหน้าที่คนอื่นเห็นดังนั้นจะเป็นแรงจูงใจที่ให้ผู้อื่นเต็มที่กับการทำงานหรือการมีทัศนคติเชิงบวก การยิ้มแย้มกับผู้อื่นเสมอและจัดการปัญหาอย่างมีสติ
3.มีความคิดริเริ่มในการทำสิ่งต่างๆ
ผู้อำนวยการต้องเผชิญกับปัญหาที่ซับซ้อนและจำเป็นต้องมีวิธีการจัดการอย่างสร้างสรรค์ในการบริหารทรัพยากร หรือเมื่อได้รับทรัพยากรเพิ่ม ผู้อำนวยการต้องสามารถจัดสรรสิ่งต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของโรงเรียน และพยายามสร้างความร่วมมือร่วมกับภาคีอื่นๆ
4.สร้างความร่วมมือกับภาคีต่างๆ
ในฐานะผู้บริหารจำเป็นต้องทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งแต่ละคนมีความสามารถที่แตกต่างหลากหลายดังนั้นในฐานะผู้บริหาร ต้องเรียนรู้วิธีการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้นำต้องมีความสามารถในการอ่านใจผู้คนได้เป็นอย่างดี เพื่อค้นหาว่าอะไรคือสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องต้องการ และพยายามใช้จุดแข็งของแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ทักษะการสื่อสารเป็นสิ่งที่สำคัญที่จะเชิญชวนให้ชุมชนเข้ามามีส่วนในการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย เพื่อการขอการสนับสนุนจากชุมชน
5.มอบหมายงานให้ผู้อื่น
ภายใต้การมอบหมายงาน คือ ความไว้วางใจผู้อื่นแต่เป็นการไว้วางใจด้วยความคาดหวังและรอคอยที่สนับสนุนพวกเขา เพราะจะช่วยลดภาระของผู้นำ ทำให้มีเวลาในการคิดโครงการที่สำคัญและส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียนโดยตรง นอกจากนี้ ผู้บริหารควรสร้างความสัมพันธ์และให้ความมั่นใจกับจุดแข็งของเจ้าหน้าที่ทุกคน และเขาจะกล้าทำงานที่ได้รับมอบหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ
6.ออกแบบนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพ
การศึกษาจะประสบความสำเร็จ หากมีนโยบาย หรือแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและชัดเจน โดยการรับฟังฟีดแบ็กจากคุณครูและนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ
7.สามารถเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาได้ในระยะยาว
การเห็นภาพรวมที่รอบด้านเพื่อวางแผนการแก้ไขปัญหาระยะยาวที่เหมาะเป็นทักษะหนึ่งของผู้นำที่จะช่วยให้โรงเรียนไม่เกิดปัญหาซ้ำเดิมและช่วยประหยัดทั้งเวลาและเงิน
8.มีความเชี่ยวชาญด้านวิชาการ
ผู้อำนวยการจะต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ทั้งด้านนโยบายการศึกษา การวิจัยเพื่อพัฒนา และเทคนิคการสอนต่างๆ เพื่อที่จะช่วยให้คำแนะนำและให้ปรึกษาแก่คุณครูได้
9.เข้าถึงนักเรียน เจ้าหน้าที่และชุมชน
ผู้อำนวยการที่ประสบความสำเร็จจะเข้าใจว่า การสร้างความสัมพันธ์ที่มีความหมายกับบุคลากรในโรงเรียน เช่น นักเรียน ผู้ปกครอง เป็นสิ่งที่สำคัญต่อการสร้างสภาพแวดล้อมเชิงบวกในโรงเรียน ยิ่งไปกว่านั้น หากผู้บริหารสามารถเชื่อมโยงชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลนักเรียนได้ ก็ยิ่งทำเกิดผลลัพธ์ที่ดีกับนักเรียนที่มากขึ้น เพราะสิ่งสำคัญ คือผู้บริหารต้องเข้าถึงทุกคนรับฟังปัญหาของทุกคนได้ และช่วยแก้ปัญหาด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจ
9 คุณสมบัติของการเป็นผู้นำ ที่พาโรงเรียนสู่ความสำเร็จอาจไม่ได้เกิดขึ้นในทันทีแต่ผู้บริหารต้องเปิดใจว่าเราสามารถฝึกฝนคุณสมบัติเหล่านี้ได้เพียงแต่ต้องใช้เวลาในการเข้าใจตัวเองและปรับเปลี่ยนพัฒนาตนเองเพื่อการพัฒนาของโรงเรียนของเราต่อไป
อ้างอิง How To Be A Successful School Principal: Nine Essential Qualities
4 วิธี เริ่มต้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโรงเรียน
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์การศึกษาตั้งแต่เจอผลกระทบของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เกิดรูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลายมากขึ้นกว่าเดิมเพราะฉะนั้นการบริหารโรงเรียนจะต้องมีการปรับตัวและเปลี่ยนแปลงไปจากที่เคยเป็นอยู่ เช่น มีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการบริหารจัดการ มีการปรับรูปแบบการบริหารที่ยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น เป็นต้น ซึ่งบุคคลสำคัญในการช่วยขับเคลื่อนการบริหารโรงเรียน คือ ผู้บริหาร
ดังนั้น ผู้บริหารเองจะต้องมีการเรียนรู้ใหม่ทั้งในด้านของแนวคิด และวิธีการ ซึ่งหนึ่งในแนวคิดที่สำคัญในการบริหารโรงเรียนในยุคนี้ คือ แนวคิดการบริหารเชิงนวัตกรรม ซึ่งวันนี้ Starfish Labz มี 4 วิธีของการเริ่มต้นเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมของโรงเรียนมาแบ่งปัน ดังนี้
1) ปรับความเข้าใจใหม่เรื่องการเรียนรู้เป็นรายบุคคล : ยกตัวอย่างเช่น การเริ่มใส่ใจผู้เรียนและคุณครูเป็นรายบุคคลในด้านของการเรียนรู้และการบริหารเพื่อตอบสนองความต้องการของบุคลากร และที่สำคัญคือต้องเชื่อมโยงความต้องการของผู้เรียนไปสู่การเชื่อมโยงกับสังคม อารมณ์และวัฒนธรรมของชุมชนที่อยู่รอบโรงเรียน โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือสนับสนุนการเรียนรู้
2) ยกระดับการรับฟังเสียงของคุณครูและนักเรียน : ในฐานะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม หนึ่งในทักษะที่ต้องมีคือการรับฟังเพราะรากฐานของนวัตกรรมเกิดมาจากการรับฟัง รับฟังอย่างกระตือรือร้นและเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การพัฒนาช่องทางการสื่อสารที่ปลอดภัยแบบที่ไม่เปิดเผยตัวตนเพื่อรับคำติชมจะสร้างวัฒนธรรมที่ทำให้ครูและนักเรียนมีพลังในการกล้าเสี่ยง มีความคิดสร้างสรรค์และเรียนรู้จากความล้มเหลวซึ่งก็เป็นรากฐานของการสร้างวัฒนธรรมของเชิงนวัตกรรมเช่นกัน เพราะฉะนั้นผู้บริหารควรเช็กว่านักเรียนและคุณครูมีช่องทางในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการของพวกเขาหรือยังถ้ายังผู้บริหารควรจะต้องทำอย่างไรเพื่อให้เกิดการรับฟังพวกเขาอย่างแท้จริง
3) ท้าทายผู้ออกแบบหลักสูตรและการใช้ Edtech ให้มีเป้าหมายร่วมกับโรงเรียน : ผู้นำโรงเรียนต้องเผชิญกับทางเลือกในการซื้อ Edtech มากมาย เช่น แอปพลิเคชันและโซลูชั่นใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ในบทบาทของผู้บริหารจะต้องตอบได้ว่า ถ้าจะใช้เทคโนโลยีนี้จะสนับสนุนมาตรฐานและวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับความต้องการของโรงเรียน ครู และนักเรียนของเราได้อย่างไร ดังนั้น ผู้บริหารจะต้องดึงเอาคำติชมที่ได้รับจากครูและนักเรียนเกี่ยวกับเครื่องมือ หรือ Edtech มาช่วยให้นักเรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเองและส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีขึ้นระหว่างครูและนักเรียน เพราะฉะนั้น Edtech ไม่จำเป็นต้องหรูหรา หรือมีราคาแพงในการสร้างนวัตกรรมและการสอนในการเรียนรู้อย่างแท้จริงเพราะ Edtech จะต้องมีจุดมุ่งหมายในการใช้อย่างชัดเจน
4)หาแรงบันดาลใจ : ค้นหาแนวปฏิบัติที่เป็นนวัตกรรมโดยการสร้างเครือข่ายที่นอกเหนือจากชุมชนการเรียนรู้ภายในของโรงเรียน เช่น ผู้บริหารอาจจะเริ่มอ่านบล็อกเกี่ยวกับนวัตกรรมในวงการอื่นๆ อย่างเช่น วงการธุรกิจ หรือ Star Up เข้าร่วมกลุ่มเครือข่ายออนไลน์กลุ่มผู้นำด้านนวัตกรรม เป็นต้น เพื่อให้ได้รับประสบการณ์ที่มีคุณค่ามากขึ้นกับวิธีคิดและแนวทางการบริหารที่หลากหลาย
จะเห็นได้ว่า 4 วิธีนี้ เป็นวิธีการพื้นฐาน ที่จะช่วยให้ผู้นำเริ่มคิดถึงบริบทโรงเรียนของตัวเองและคิดถึงการพาโรงเรียนไปสู่โรงเรียนเชิงนวัตกรรมได้นอกจากนี้ Starfish ขอทิ้งท้ายด้วยวิธีการเริ่มต้นง่ายๆ ที่ผู้บริหารอาจจะเริ่มทำได้เลยก็คือการชวนคุณครูมาให้ความหมายของคำว่า “นวัตกรรม” ของโรงเรียนเราคืออะไรและนวัตกรรมนั้นช่วยแก้ปัญหาที่โรงเรียนมีอยู่ได้จริงหรือไม่ และเราจะสร้างนวัตกรรมอะไรใหม่ๆ ขึ้นมาได้อีก เพื่อเป็นการสร้างความเข้าใจที่ตรงกันเบื้องต้นก่อน และหลังจากนั้นค่อยพาไปสู่แนวทางการปฏิบัติจริง
อ้างอิง
4 Practices for Innovative School Leaders : https://shorturl.at/jKZ15
ทักษะการเป็นผู้บริหารผ่านกระบวนการ Makerspace
นางสาวณัฐชาฎา สุทธิสอาด (ผอ.ดา) ผู้อำนวยการสถานศึกษาโรงเรียนวัดบางพลัด (ป.สุวณฺโณ) เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร
ท่านผู้อำนวยการได้เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า จุดเริ่มต้นของการนำ Makerspace ไปใช้ในโรงเรียนนั้น เนื่องจากโรงเรียนวัดบางพลัดได้ใช้นวัตกรรมการพัฒนานักเรียนอยู่แล้ว 1 นวัตกรรม คือโครงการโรงเรียนคุณธรรม โดยใช้ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน คุณธรรมความพอเพียง มาพัฒนาครูและนักเรียน ซึ่งมี ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง เป็นที่ปรึกษาโครงการของโรงเรียน โดยพื้นฐานของนักเรียนจะมีความโดดเด่นทางด้านคุณธรรมตามที่ได้รับการพัฒนามา 5 ปี แต่ยังมีทักษะที่จำเป็นด้านสติปัญญาน้อย การจัดการเรียนรู้ของครูเป็นรูปแบบเดิมที่ยังส่งเสริมศักยภาพนักเรียนไม่เพียงพอ ทางโรงเรียนจึงค้นหานวัตกรรมใหม่ๆที่จะมาส่งเสริมความเป็นเลิศทางวิชาการของนักเรียนเพิ่มขึ้น และถือเป็นความโชคดีที่ ดร.วรวุฒิ แสงเฟือง ที่ปรึกษาของโรงเรียน ได้แนะนำมูลนิธิสตาร์ฟิชคันทรีโฮมให้รู้จัก และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้การใช้กระบวนการ STEAM Design Process ในรูปแบบนวัตกรรม Makerspace ซึ่งเป็นนวัตกรรมที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้และทักษะเพื่อเพิ่มศักยภาพของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทางโรงเรียนจึงได้เกิดความสนใจ และได้ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นตัวจุดประกายให้ทางโรงเรียนได้เห็นถึงนวัตกรรมที่ดี สามารถนำมาขับเคลื่อนองค์ความรู้ของครู เพื่อพัฒนานักเรียนได้
ท่านผู้อำนวยการยังได้เล่าให้ฟังอีกว่า หลังจากนั้นจึงได้วางแผนการนำนวัตกรรมมาใช้ปฏิบัติในโรงเรียนโดยได้รับการสนับสนุนด้านต่างๆจากผู้บริหาร และทีมงานของมูลนิธิสตาร์ฟิชคันทรีโฮม อย่างต่อเนื่อง เริ่มจากกิจกรรม Makerspace Day ที่โรงเรียนวัดบางพลัด เพื่อให้โรงเรียนวัดบางพลัด และโรงเรียนในเขตบางพลัดทั้ง 11 โรงเรียนได้ร่วมกิจกรรมศึกษาวิธีการ และได้ฝึกลงมือปฏิบัติจริง โดยใช้กระบวนการ STEAM Design Processจำนวน 5 ขั้นตอน คือ
1.ตั้งคำถาม (Ask)
2.การออกแบบ (Imagine)
3.การวางแผน (Plan)
4.การลงมือปฏิบัติ (Create)
5.การสื่อสาร(Reflect & Resign)
หลังจากที่ครูและเด็กๆ ได้ร่วมกิจกรรมแล้ว ทางโรงเรียนได้เห็นถึงความสอดคล้องของ Makerspace ที่สามารถนำมาปรับใช้กับโครงการโรงเรียนคุณธรรมได้ จึงได้เริ่มใช้กระบวนการ STEAM Design Process ในการจัดการเรียนรู้ และสามารถตอบโจทย์ในการกระตุ้นการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตรงกับจุดมุ่งหมายที่ได้กำหนดไว้ก็คือ “โรงเรียนได้สร้างเด็กดีและเด็กเก่งไปในคราวเดียวกัน” ดั่งสุภาษิตที่ว่า “ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว”
ท่านยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า หลังจากที่ได้ร่วมกิจกรรม Makerspace Day แล้วทีมงาน Starfish ยังได้จัดอบรมให้ความรู้ขั้นตอนกิจกรรม Maker และการใช้เครื่องมือ Starfish Class ให้กับครูโรงเรียนในเขตบางพลัดทั้ง 11 โรงเรียน ซึ่งทำให้ ผู้บริหาร และครูเกิดความตระหนักมองเห็นประโยชน์ของกระบวนการ STEAM Design Process จึงศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอย่างจริงจัง และเริ่มนำนวัตกรรมนี้ไปใช้ทดลองในการจัดการเรียนรู้หลักสูตรกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เน้นการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยให้เด็กได้ลงมือทำจริง ในภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2565 โดยสายชั้นอนุบาล - ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ได้ออกแบบ Booklet สายชั้นละ 10 กิจกรรม เพื่อนำ Makerspace ไปปรับใช้ในชั่วโมงชมรมทุกวันศุกร์ 2 ชั่วโมง/สัปดาห์ หลังจากที่ครูได้ทดลองสอน ก็มีความไม่เข้าใจในกระบวนการบางส่วน ผู้บริหารโรงเรียน และตัวแทนครู จึงได้จัดโครงการศึกษาดูงานการจัดกิจกรรม Makerspace ณ โรงเรียนบ้านปลาดาว จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ครูได้เห็นสภาพจริงของการจัดกิจกรรม และสร้างแรงบันดาลใจในการจัดการเรียนการสอนของครู ทำให้ครูเห็นตัวอย่างที่ดีสามารถนำมาปรับใช้ได้จริง มีการนิเทศติดตามการดำเนินงานเป็นระยะๆ ผลการดำเนินงานเป็นที่น่าพอใจ ครูและนักเรียนได้พัฒนาศักยภาพเพิ่มขึ้น นักเรียนมีความสุขกับการเรียนโดยใช้นวัตกรรมนี้ เริ่มมีทักษะด้านการจัดการ การแก้ปัญหา การวางแผน การออกแบบเป็นรูปธรรมชัดเจน ผู้บริหาร และครูมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผ่านกระบวนการ PLC และมีการทดลองรอบที่ 2 ในการนำกิจกรรม Makerspace มาใช้ทุกรายวิชา ทั้ง 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ในขั้นกิจกรรมการเรียนการสอน เพิ่มกิจกรรมการนิเทศ ติดตามให้กำลังใจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันโดยมีคณะกรรมการระดับเขตเข้านิเทศภายในโรงเรียนทั้ง 11 โรงเรียน ประกอบด้วยหัวหน้าฝ่ายการศึกษา ศึกษานิเทศก์ ทีมงาน Starfish ผู้อำนวยการสถานศึกษา 11 โรงเรียน เป็นคณะกรรมการ ผลการนิเทศมองเห็นภาพการพัฒนานวัตกรรมในแต่ละโรงเรียนมีความโดดเด่นแตกต่างกัน บนความหลากหลายที่มีประสิทธิภาพ จึงได้ร่วมกันจัดนิทรรศการผลงาน Makerspace รวมกัน ณ โรงเรียนวัดบางพลัด จากที่ได้พูดคุยกันนั้น ท่านผู้อำนวยการได้บอกกับเรามาอีกว่า หลังจากที่ได้นำกระบวนการ STEAM Design Process มาใช้ เห็นการเปลี่ยนแปลงเด่นๆ 4 ด้านด้วยกัน คือ
1.ด้านนักเรียน ซึ่งจะสังเกตได้ว่าเด็กมีความสุขในการเรียนรู้ สนุกกับการได้ทำชิ้นงาน มีวิธีการคิดอย่างเป็นระบบ เป็นนักจัดการองค์ความรู้ของตัวเอง สามารถวางแผนวิธีการต่างๆ คิดวิเคราะห์และเป็นนักทดลอง สามารถแก้ปัญหา ทำซ้ำ เมื่อทำได้ไม่ดีก็มีการปรับปรุงแก้ไข ที่สำคัญคือได้เห็นเด็กมีความภาคภูมิใจในชิ้นงานที่ได้ลงมือทำเอง ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้มีสิทธิ์เลือกว่าอยากทำงานเดี่ยวหรืออยากทำงานเป็นกลุ่มกับเพื่อน เด็กได้เป็นเจ้าของการเรียนรู้ มีวิธีการคิดอย่างเป็นระบบ และสามารถบอกขั้นตอนการทำชิ้นงานได้
2.ด้านครู “ถ้าครูเปลี่ยนแปลง เด็กก็จะเกิดการเปลี่ยนแปลง” ครูต้องได้รับการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง และสามารถจัดการเรียนรู้ได้ตามบริบทของโรงเรียน ทำให้ได้เห็นภาพครูพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงและยอมรับกับสิ่งใหม่ๆ ซึ่งหลังจากได้นำกระบวนการ STEAM Design Process ไปใช้ ได้รับเสียงสะท้อนจากครูว่า “ครูเหนื่อยน้อยลง” เด็กจะเป็นคนสร้างองค์ความรู้ด้วยตัวเอง ครูเป็นเพียงผู้ดูแลความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกในการเรียนรู้เท่านั้น สำหรับกลุ่มเด็กที่ยังไม่มีส่วนร่วมเท่าที่ควร ครูมีวิธีการกระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตาม
ความถนัดของตนเอง ที่สำคัญครูต้องเป็นนวัตกรด้วยสามารถพัฒนาตนเองไปพร้อมนักเรียน ครูต้องมีคุณธรรมในการให้โอกาสเด็ก ต้องไม่ยัดเยียดความรู้ให้เด็ก รู้จักฟังและให้เด็กได้ฝึกเป็นผู้นำ
ด้านที่ 3 ที่เห็นการเปลี่ยนแปลงคือ ด้านผู้อำนวยการ นั่นเอง จากที่ท่านเล่ามานั้น ผู้เขียนสังเกตได้ว่า ท่านเป็นนักพัฒนาอย่างแท้จริง โดยได้ส่งเสริมให้ครูใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการประเมินผู้เรียนตามสภาพจริงโดยใช้ Starfish Class เท่านั้นยังไม่พอ ท่านยังได้จัดตั้งห้อง Maker จำนวน 6 ห้อง เพื่อให้เด็กทุกคนสามารถเลือกเรียนได้ตามความถนัดหรือความสนใจของตัวเอง ท่านยังพร้อมสนับสนุนสื่อและอุปกรณ์ให้เพียงพอต่อความต้องการของเด็กๆ อีกด้วย
และด้านที่ 4 ที่เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงคือ ผู้ปกครองและชุมชน ซึ่งโรงเรียนได้รับเสียงสะท้อนจากผู้ปกครองในด้านการจัดการเรียนรู้ของโรงเรียนที่ส่งเสริมให้เด็กได้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ลูกหลานมีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น เด็กมีความสุขกับการมาโรงเรียน และผู้ปกครองพร้อมให้ความร่วมมือกับโรงเรียนทุกครั้งเมื่อมีโอกาส
ผู้เขียนได้สอบถามท่านผู้อำนวยการเพิ่มเติมว่า แล้วเมื่อเจอปัญหาในการนำเอา Makerspace ไปใช้ ทางโรงเรียนมีวิธีการแก้ไขปัญหานั้นอย่างไรบ้าง ซึ่งท่านได้เล่าให้ฟังว่า ปัญหาแรกเลยคือ ครูมีความกังวลใจกับการเปลี่ยนแปลง แต่ด้วยที่ผู้อำนวยการเป็นนักพัฒนา จึงให้กำลังใจครูและมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กๆ ร่วมกันไปพร้อมกับครู มีการใช้กระบวนการ PLC ด้วยกันอยู่เสมอ ท่านได้ให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์กับครู และร่วมกันปรับปรุงแก้ไขแผนการสอนโดยใช้ STEAM Design Process หลังจากครูได้ไปปรับแผนแล้วก็ให้นำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ และกลับมา PLC ร่วมกันอีกครั้ง ซึ่งถือเป็นการนิเทศภายในของโรงเรียนไปด้วย
ท่านยังได้กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ที่ผ่านมาเด็กๆ ได้เรียนรู้แบบเดิม คือเรียนรู้แต่ทฤษฎีไม่ได้ลงมือปฏิบัติจริง ทำให้เห็นการเรียนเป็นเรื่องยากลำบาก สังเกตได้เลยว่า หลังจากครูใช้นวัตกรรมนี้ นักเรียนจึงใช้เวลาค่อนข้างมากในช่วงแรกๆ แต่เมื่อเด็กนักเรียนได้เรียนรู้โดยการลงมือปฏิบัติบ่อยๆ ได้สร้างชิ้นงานที่เขาได้ทำเอง ถึงแม้อาจไม่ประสบผลสำเร็จในครั้งแรก แต่คุณครูก็ได้เสริมแรงและให้กำลังใจพร้อมกระตุ้นให้เด็กได้ลงมือแก้ไขจนกว่าจะได้ชิ้นงานที่เด็กพอใจ ทำให้นักเรียนมีความพยายามทำงานให้สำเร็จและสร้างสรรค์มากขึ้น โรงเรียนเปิดโอกาสสร้างเวทีให้เด็กได้แสดงผลงานตามมุมห้องเรียน ห้องพิเศษ และได้แสดงผลงานในนิทรรศการต่างๆ ทำให้เด็กได้มีพื้นที่ในการแสดงความสามารถของตนเอง ส่งเสริมให้เด็กมีการต่อยอดชิ้นงานตามจินตนาการได้อย่างสร้างสรรค์
ผู้เขียนได้สอบถามท่านผู้อำนวยการเพิ่มเติมว่า นอกจากที่เราใช้ Makerspace ในโรงเรียนแล้ว มีการขยายผลสู่โรงเรียนอื่นๆ อย่างไรบ้าง ซึ่งท่านได้บอกกับเราว่า ถ้าภายในโรงเรียนของเรานั้น มีการกระตุ้นโดยการให้ส่งชิ้นงานของแต่ละชั้นเรียนเข้ามาใน LINE กลุ่ม เพื่อที่คุณครูจะได้ชื่นชมผลงานของเด็กพร้อมกัน มีการ PLC ด้วยกันทุกสัปดาห์และมีการนิเทศภายในอยู่เสมอ และมีการขยายผลสู่ภายนอกโรงเรียน โดยได้เชิญคุณครูต่างโรงเรียนเข้ามานิเทศและสังเกตการสอนของครูโรงเรียนวัดบางพลัด รับการเยี่ยมชมจากครูต่างโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตบางพลัด และจากต่างสำนักงานเขตมาศึกษาแหล่งเรียนรู้เพิ่มเติม เพื่อนำไปปรับใช้ตามบริบทของโรงเรียนตนเองด้วย
สำหรับสิ่งที่ประทับใจในความช่วยเหลือที่ได้รับจาก Starfish คือ การเป็นเครือข่ายการพัฒนาเยาวชนด้วยกัน การให้การสนับสนุนอย่างกัลยาณมิตร การให้องค์ความรู้และกำลังใจในการทำงาน การอนุญาตให้ใช้ข้อมูลผ่านเทคโนโลยีต่างๆ การแลกเปลี่ยนความรู้อย่างต่อเนื่อง การเป็นโค้ช และพี่เลี้ยงดูแล เช่นการที่โค้ชได้สาธิตให้ดูทำให้คุณครูที่เข้าร่วม Workshop ได้เห็นตัวอย่างที่เป็นรูปธรรม หรือการมาเยี่ยมชม นิเทศติดตามช่วยกระตุ้นการทำงาน การช่วยแก้ปัญหาต่างๆช่วยให้ครูจัดกิจกรรมได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การอบรมให้ความรู้ในเรื่อง“การพัฒนาหลักสูตรสมรรถนะ สู่การพัฒนาผู้เรียนในศตวรรษที่ 21” ช่วยให้ครูมีความเข้าใจในการบูรณาการกิจกรรม Makerspace กับ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้
นอกจากนั้นก็ยังมีเวทีแลกเปลี่ยนผ่านออนไลน์กับทีมโค้ช ในการพูดคุย PLC กันอยู่เสมอ มีคำถามหรือปัญหาอะไรก็สามารถประสานได้ตลอดเวลา มีแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ Starfish Labz ที่เป็นแหล่งฝึกทักษะการเป็นโค้ชให้กับครู และได้ส่งเสริมให้ครูไปศึกษาเรื่องที่อยากเรียนหรืออยากรู้มากที่สุดใน Starfish Labz แล้วนำมาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้กันในวง PLC กับเพื่อนครูในโรงเรียน
หลังจากที่ได้พูดคุยกับท่านผู้อำนวยการแล้ว ผู้เขียนสัมผัสได้ถึงความมุ่งมั่นและพยายามที่จะส่งเสริมให้ครูในโรงเรียนได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ STEAM Design Process ซึ่งเป็นกระบวนการที่สามารถพัฒนาทักษะของเด็กได้จริง ได้เห็นถึงแววตาแห่งความสุขในการพัฒนาผู้เรียนตามบริบทของโรงเรียน ครูช่วยกันออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้การเรียนรู้นั้นประสบผลสำเร็จและได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด ซึ่งสอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนวัดบางพลัดที่ได้วางไว้
เพราะการเรียนรู้ไม่รอใคร ผู้อำนวยการยุคใหม่ นำครูสู่โลกดิจิทัล
การนำเทคโนโลยีไปใช้ในโรงเรียนสามารถพัฒนาได้ ถึงแม้โรงเรียนจะมีบริบทที่ไม่เอื้ออำนวย เช่น อยู่ห่างไกล ล้อมรอบด้วยป่าเขา เขื่อน พื้นที่ท้องถิ่น หรือนักเรียนเป็นชาติพันธุ์ มีหลายชนเผ่า เป็นต้น แต่การนำเทคโนโลยีเข้าไปใช้ในโรงเรียน เป็นการสร้างความเท่าเทียมและทั่วถึงในด้านการศึกษา ซึ่งการทำให้เด็กในเขตชนบทในพื้นที่ห่างไกลได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพในระดับเดียวกันกับเด็กที่อยู่ในเขตเมือง แต่ปัญหาสำคัญของโรงเรียนคือนักเรียนไม่มีความสนใจในการเรียนต่อ จนถึงกรณีที่มีนักเรียนออกกลางคัน รวมถึง ผู้ปกครองไม่ค่อยเห็นความสำคัญของระบบการศึกษา เนื่องจากนักเรียนต้องการทำงานช่วยครอบครัว
ดังนั้นโรงเรียนโดยการนำของผู้อำนวยการจะต้องติดอาวุธทางความคิด โดยการศึกษาหลักสูตรว่าปัจจุบันผู้ปกครองหรือนักเรียนต้องการอะไร อะไรคือเป้าหมายสำคัญในชีวิต ดังนั้นจึงได้ดำเนินการปรับโรงเรียนให้เป็น “ตลาดทางวิชา” มีการปรับหลักสูตรทั้งระบบ ให้ผู้เรียนสามารถเข้ามาเรียนรู้ได้อย่างหลากหลาย เหมาะสมตามความต้องการด้วยตัวของเขาเองรวมถึงความต้องการของชุมชน และผู้ปกครอง โดยมีเป้าหมายสำคัญคือ “การเรียนอย่างมีความสุข” เมื่อนักเรียนมีความสุขก็จะเรียนได้อย่างมีคุณภาพตามที่ต้องการ เพราะเป้าหมายที่สำคัญของโรงเรียนที่ตั้งไว้คือ “การเรียนมีความสุขก็จะสนุกกับการเรียน”
การจัดหลักสูตรของโรงเรียน ฝ่ายวิชาการของโรงเรียนจะต้องมีการออกแบบหลักสูตร โดยการสร้างหลักสูตรตามความต้องการของนักเรียน เริ่มต้นด้วยการสำรวจความต้องการของนักเรียนก่อนเป็นอันดับแรกเมื่อสำรวจแล้วนำผลการสำรวจมาใช้ในการจัดทำหลักสูตร เพราะจะได้ทราบถึงความต้องการของนักเรียนจริงๆว่านักเรียน ชุมชน ผู้ปกครองต้องการอะไร มีเป้าหมายในการประกอบอาชีพอะไร เมื่อทราบแล้วทางโรงเรียนจะต้องนำมาออกแบบและสร้างหลักสูตร รวมถึงโรงเรียนได้มีการทำข้อตกลง MOU กับหน่วยงานต่างๆว่าหลังจากเรียนจบแล้วจะสามารถนำนักเรียนเข้าไปเรียนต่อ หรือประกอบอาชีพอะไร ตามคุณสมบัติที่เขาต้องการ โรงเรียนก็จะได้มีการสอนในวิชาต่างๆเพื่อเตรียมนักเรียนเข้าสู่ในระบบอุดมศึกษาให้ตรงตามที่สถาบันอุดมศึกษานั้นๆต้องการ
หลักสูตรของโรงเรียนได้มีการผลิตนักเรียนออกมาตามความต้องการของนักเรียน ใน 3 ทักษะ คือ
1. ทางด้านทักษะวิชาการ มุ่งเน้นทางด้านวิชาการ เด็กมีความเก่งทางด้านวิชาการ สามารถอ่านออก เขียนได้ มีความรู้ด้านคำนวณและด้านวิทยาศาสตร์ รวมไปถึงเทคโนโลยี
2. ทางด้านทักษะอาชีพ คือความชำนาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ซึ่งนักเรียนสามารถสร้างขึ้นได้ จากการเรียนรู้จากสิ่งต่างๆ ที่อยู่รอบตัว เพื่อนำไปใช้ในการประกอบอาชีพ
3. ทักษะชีวิต คือความสามารถในการจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถนักเรียนจนเกิดทักษะในการใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างมีความสุข และสามารถประกอบอาชีพตามที่ตัวเองรักและมีความสนใจ
จากวิกฤติ โควิด 19 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโรงเรียน ผู้อำนวยการจะต้องมีการวางแผนการจัดการเรียนการสอนอย่างดีและมีประสิทธิภาพสูงสุดตามกระแสของเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว จากผลกระทบของโรค โรงเรียนได้มีการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ตามปกติ แต่มีข้อจำกัดเรื่องความพร้อมต่างๆมากมาย เช่น คุณครูก็ยังไม่มีความคุ้นชินกับโปรแกรมต่าง ๆ นักเรียนก็ไม่มีอุปกรณ์ รวมถึงสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ไม่ดีนัก ผู้บริหารโรงเรียนที่เกี่ยวข้องต้องวางแผนอย่างจริงจังว่าจะสนับสนุนคุณครูอย่างไร ต้องประเมินความพร้อมอย่างรอบด้าน เป้าหมายที่แท้จริงของการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียน ก็คือการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ถึงแม้ว่าการเรียนออนไลน์จะมีข้อจำกัดและอุปสรรคบ้าง แต่ วิกฤติในครั้งนี้กลับเปลี่ยนเป็นโอกาสทำให้โรงเรียน ทั้งผู้เรียนผู้สอนได้ปรับตัวให้ชินกับการเรียนออนไลน์ หลายวิชาเริ่มเห็นทิศทางความเป็นไปได้ในการเรียนออนไลน์ และมีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีการแก้ปัญหา และกำกับติดตามอย่างมีระบบ แม้ผู้บริหารและคุณครูทุกคนจะเหนื่อยแต่ก็ได้จาก “พลังความสามัคคี” ทำให้การดำเนินงานบรรลุเป้าหมาย ซึ่งการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนไม่จำเป็นต้องส่งชิ้นงาน หรือเอกสารต่างๆ แต่ให้นักเรียนส่งผลการปฏิบัติงาน เช่น รูปภาพ หรือคลิปวิดิโอสั้นๆในการทำงานส่งมาให้เพื่อนำมาใช้ในการวัดและประเมินผลได้อย่างมีคุณภาพ เพื่อคุณครูจะได้นำมาถอดตัวชี้วัดตามหลักสูตร เพื่อเป็นคะแนนเป็นตัวชี้วัดความรู้ของนักเรียนได้เลย
การใช้เทคโนโลยีการศึกษาในโรงเรียน โดยใช้ เทคโนโลยีที่นักเรียนถนัด และคุ้นเคย เช่น ในไลน์ ในเฟสบุ๊ค มีการตั้งกลุ่มการเรียนรู้ มีการแชร์ความรู้ที่หลากหลาย จนนักเรียนสามารถใช้เทคโนโลยีได้อย่างสนุกสนาน เมื่อนักเรียนใช้เป็นและคุ้นเคยก็จะมีการอัพสกิลโดยให้คุณครูใช้วิธีการ Learn to share จนเริ่มมีการใช้ Platform หรือ Application อย่างหลากหลายและเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้น
เพราะเทคโนโลยีการศึกษาจะต้องอธิบายสิ่งยากๆให้เข้าใจง่าย ต้องสื่อสารได้ถูกจุด ตรงใจ ยกตัวอย่าง วิธีการสอนของ Starfish Labz ที่กำลังเป็นที่นิยมของนักเรียนที่จะศึกษาหาความรู้ เพราะเรียนรู้จากง่ายไปหายาก การศึกษาที่เริ่มจากครูไปสู่นักเรียน ส่งตรงไปถึงผู้ปกครอง กลายเป็น สังคมแห่งการเรียนรู้ นั่นคือ กลายเป็นโลกดิจิทัลนำไปสู่ครอบครัว กลายเป็นการเรียนรู้ทั้งระบบ เทคโนโลยีสามารถเข้ามาเป็นตัวช่วยครูในห้องเรียน โดยจะเป็นทางเลือกที่เพิ่มประสิทธิภาพการสอนให้กับครู เป็นการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ระหว่างครูกับเด็กมากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เป็นการนำเทคโนโลยีมาแทนที่ครู แต่เทคโนโลยีจะช่วยในการอำนวยความสะดวกในการจัดการเรียนการสอนได้สนุกมากยิ่งขึ้น สามารถทำให้ให้การเรียนรู้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละคนได้ ดังนั้นเทคโนโลยีการศึกษาไม่ใช่เรื่องยาก อยู่ที่เราเปิดใจในการศึกษาหาความรู้ ในการพัฒนาตัวเองและนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลนั่นเอง
เห็นได้ว่า เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับครู ไม่ใช่สิ่งที่ครูควรรู้ แต่เป็นสิ่งที่ครูต้องรู้ เพื่อสามารถเท่าทันผู้เรียนยุคใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย โดยหากมองในฐานะผู้พัฒนาการศึกษา คุณครูสามารถนำเทคโนโลยีดิจิทัลที่มีอยู่ในปัจจุบันไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ได้หลากหลายและใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สามารถรับฟังเพิ่มเติมได้ที่ www.StarfishLabz.com
ผอ.ยงยุทธ สงพะโยม ผู้อำนวยการโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา จังหวัดกาญจนบุรี
คุณครูศุภมาส ศรีแดงบุตร ครูวิชาการโรงเรียนทองผาภูมิวิทยา จังหวัดกาญจนบุรี
การเป็นผู้นำทางวิชาการของผู้บริหาร
“ผู้บริหารโรงเรียน หรือผู้บริหารสถานศึกษา” ถือเป็นบุคลากรทางการศึกษาที่สำคัญที่สุดในโรงเรียน เพราะเป็นผู้นำในการบริหารจัดการ เปลี่ยนแปลงโรงเรียน ครูให้มีศักยภาพ นำไปสู่การผลิตนักเรียนที่มีสมรรถนะ และมีคุณภาพ ตอบโจทย์การพัฒนาคนของประเทศ
เป้าหมายของการบริหารโรงเรียน นั่นคือ คุณภาพของนักเรียน ซึ่งปัจจัยสำคัญในการบริหารโรงเรียน 70-80% จะเป็นเรื่องของงานวิชาการในโรงเรียน ส่วน 20-30% เป็นงานสนับสนุนคืองานบริหารการเงินและสินทรัพย์ งานบริหารงานบุคคลและงานบริหารทั่วไป บทบาทของผู้บริหารโรงเรียนจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ด้านวิชาการ มีภาวะผู้นำทางวิชาการทั้งในส่วนของหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การบริหารจัดการโรงเรียน เพื่อเอื้ออำนวยให้ครูได้พัฒนาตนเองและจัดการเรียนรู้เหมาะสมกับบริบท ความถนัดและสมรรถนะของเด็กแต่ละคน
การเรียนรู้ในโลกยุคใหม่ ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงทางด้านวิชาการ ต้องรู้วิธีการแปลงหลักสูตรไปสู่การสอน ต้องวิเคราะห์หลักสูตรวิเคราะห์ผู้เรียน รวมถึงมองเป้าหมายในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนได้ และต้องมีตัวชี้วัดและสมรรถนะ ให้ครูจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ ผู้บริหารต้องมีการนิเทศการจัดการเรียนรู้ของครู
“หากผู้บริหารไม่รู้ว่าครูในโรงเรียนมีแผนการสอนอย่างไร มีสื่อการสอนอย่างไรจะสนับสนุนให้ครูเป็นผู้แนะนำ ผู้ส่งเสริมการสอนให้แก่เด็กในชั้นเรียนอย่างเต็มที่ได้อย่างไร การจัดการห้องเรียนคุณภาพก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก”
ในแต่ละชั้นเรียน หรือแต่ละห้องเรียนมีความแตกต่างกัน เนื่องจากเด็กแต่ละคนมีศักยภาพ ความถนัดแตกต่างกัน ผู้บริหารต้องเป็นผู้นำทางวิชาการ คอยเป็นต้นแบบให้คำแนะนำ เป็นที่ปรึกษาแก่ครูในการจัดทำนวัตกรรมต่างๆ ให้เทคนิคการควบคุมชั้นเรียน จิตวิทยาการสอน และผู้บริหารต้องรับรู้การวัดและประเมินผล เมื่อตัวครูมีศักยภาพ มีคุณภาพย่อม ทำให้เกิดสมรรถนะแก่ตัวนักเรียน
ผู้บริหารโรงเรียนที่จะเป็นผู้นำทางวิชาการในการบริหารโรงเรียน ต้องคิดต่าง และทำให้โรงเรียนกลายเป็น 4 องค์กร ได้แก่ องค์กรแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งการทำงาน องค์กรแห่งการ
ร่วมมือ และองค์กรแห่งการเปลี่ยนแปลง ปัจจัยที่ทำให้ ผู้บริหารโรงเรียนก้าวสู่การเป็นผู้นำทางวิชาการในการบริหารจัดการโรงเรียนได้ ต้องเก่งงาน เก่งคน เข้าใจคน และทำงานร่วมกับคนอื่นได้
ครูและนักเรียนแต่ละคนแตกต่างกัน โดยเฉพาะเด็กนักเรียน ถือเป็นเป้าหมายหลักในการบริหารจัดการโรงเรียน ที่ไม่ใช่การคำนึงเฉพาะเรื่องผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการการเรียนรู้เท่านั้น แต่ต้องมุ่งเน้นความสามารถทางพหุปัญญาของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนแม้จะเรียนเหมือนกัน แต่ชอบและถนัดต่างกัน หน้าที่ของโรงเรียน ผู้บริหารโรงเรียน และครู คือ ต้องทำให้เด็กได้พัฒนาทักษะความสามารถ ตามความชอบ ความถนัด และตามศักยภาพของเด็กแต่ละคน รวมไปถึงต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ครูมีแรงบันดาลใจในการทำงาน “ครูเก่งต้องได้รับคำชื่นชม ต้องได้รางวัล”
ความเป็นผู้นำทางวิชาการในการบริหารโรงเรียน นอกจากมีองค์ความรู้ทางวิชาการแล้ว สิ่งที่ผู้บริหารต้องมี คือ คุณลักษณะของภาวะผู้นำที่ไม่เอาเปรียบผู้อื่น ยอมรับความคิดเห็น เรียนรู้สม่ำเสมอ ทุกคนอยากก้าวสู่ตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี แต่ถึงอย่างไรก็ต้องไม่ลืมบทบาทหน้าที่ในปัจจุบัน ว่าควรอยู่ตรงไหน ควรทำอย่างไร และทำเพื่อใคร
นายวรทัศน์ บุญโคตร
ผู้อำนวยการโรงเรียนวชิรวิทย์ จ.เชียงใหม่
บริหารโรงเรียนอย่างไรให้เด็กมีความสุขและปลอดภัย
ท่ามกลางกระแสสังคมปัจจุบัน ข่าวเด็กนักเรียนถูกละเมิดสิทธิในโรงเรียน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ ถูกแพร่กระจายเป็นอย่างมากในโลกออนไลน์ และข่าวที่เกิดขึ้นนี้เองคงจะเป็นสิ่งที่สังคม รวมถึงพ่อแม่ ผู้ปกครองรู้สึกกังวลใจเป็นอย่างมากในเรื่องของความปลอดภัยของบุตรหลานเมื่ออยู่ในโรงเรียน
ในฐานะผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปลาดาว ที่อยู่ภายใต้การบริหารงานของมูลนิธิโรงเรียนสตาร์ฟิชคันทรีโฮม เราได้มีการดูแลบริหารจัดการโรงเรียน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่เสมอ วัตถุประสงค์ในการดำเนินการของเราคือ “ให้การศึกษาที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ” ซึ่งจะทำให้เด็กมีทักษะ และความรู้เพื่อความเจริญก้าวหน้าในศตวรรษที่ 21
โรงเรียนบ้านปลาดาวได้นำเอา พรบ.คุ้มครองเด็กมาใช้ในโรงเรียน เพื่อให้เด็ก ๆ มีความสุข และได้รับความปลอดภัยในสถานศึกษา อีกทั้ง ยังเป็นการสร้าง “ความตระหนัก” และ “จิตสำนึก” ของความเป็นครู ให้แก่บุคลากรทุกคนในโรงเรียน ว่าต้องปฏิบัติกับเด็ก ๆ ด้วยความเสมอภาคเท่าเทียมกัน เคารพในเกียรติ และความเป็นส่วนตัวของเด็ก และไม่ล่วงละเมิดเด็กทั้งทางด้านร่างกาย และทางจิตใจ
“ธรรมชาติของมนุษย์มักจะมีความโกรธ และมีอารมณ์เมื่อพบเจอกับสิ่งที่เรารู้สึกไม่พอใจ” ครูผู้สอนและครูพี่เลี้ยงจะเป็นคนที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กมากที่สุด เมื่อเด็กไม่สามารถทำตามที่ตนเองคาดหวังไว้ก็อาจจะมีความโกรธ และไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ พรบ.คุ้มครองเด็กจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือครู และพี่เลี้ยง หรือเจ้าหน้าที่ทุกคนได้ โดยที่โรงเรียนบ้านปลาดาวเราได้นำเอา พรบ.คุ้มครองเด็กเข้ามาใช้กับบุคคลากรทุกคนที่ปฏิบัติหน้าที่ในโรงเรียน และจัดให้มีการอบรมเรื่อง พรบ. คุ้มครองเด็กให้กับบุคลากร ทุก ๆ ปีการศึกษา เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงสิทธิเด็ก และการไม่ละเมิดสิทธิเด็ก ซึ่งทุกคนจะต้องทำความเข้าใจ และลงนามยอมรับปฏิบัติตาม พรบ.คุ้มครองเด็กอย่างเคร่งครัด นั่นหมายความว่า ทุกคนตั้งแต่ระดับผู้อำนวยการ ครู ครูพี่เลี้ยง และเจ้าหน้าที่ทุกคน ไม่สามารถละเมิดสิทธิเด็กได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งร่างกาย และจิตใจ หากพบว่ามีบุคลากรใดที่มีพฤติกรรมละเมิดสิทธิของเด็กใน 4 ด้าน ตามอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กได้แก่
- สิทธิที่จะมีชีวิตรอด ได้รับการดูแลสุขภาพขั้นพื้นฐาน มีสันติภาพ และความปลอดภัย
- สิทธิที่จะได้รับการพัฒนา มีครอบครัวที่อบอุ่น ได้รับการศึกษาที่ดี และภาวะโภชนาการที่เหมาะสม
- สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง ให้รอดพ้นจากการทำร้าย การล่วงละเมิด การละเลย การนำไปขาย การใช้แรงงานเด็ก และการแสวงประโยชน์โดยมิชอบในรูปแบบอื่นๆ
- สิทธิในการมีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็น แสดงออก การมีผู้รับฟัง และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลกระทบกับตนเอง
พฤติกรรมเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผู้บริหารโรงเรียนไม่สามารถยอมรับได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด การพัฒนาบุคลากรของโรงเรียนก็เป็นสิ่งสำคัญ คือ ครูจะต้องมีความเป็นครู มีความเข้าใจในธรรมชาติของเด็กและยอมรับความแตกต่างระหว่างบุคคล เรียนรู้ที่จะปรับตัวไปพร้อมกับเด็ก ๆ และสร้างวินัยในเชิงบวกให้กับเด็ก ๆ ผ่านการทำกิจกรรมโดยเน้นประสบการณ์จริงร่วมกันในโรงเรียน เพื่อให้เด็กได้มีความรู้สึกว่าเขาจะปลอดภัย และมีความสุขเมื่อมาโรงเรียน
ดังนั้นจึงอยากจะเชิญชวนผู้บริหารสถานศึกษาได้นำเอา พรบ.คุ้มครองเด็กมาใช้ในสถานศึกษาโดยเฉพาะสถานศึกษาที่มีเด็กเล็ก เพื่อเป็นแนวทาง และเป็นกฎระเบียบที่ครูและบุคลากรทางการศึกษาพึงปฏิบัติในเรื่องของการไม่ละเมิดสิทธิเด็ก ยังสามารถใช้เป็นนโยบายเชิงบวกในการปรับพฤติกรรมเด็ก โดยรับฟังและให้ความสำคัญกับการแสดงความคิดเห็น ความต้องการของเด็ก แก้ไขปัญหาอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้อยู่ร่วมกันในโรงเรียน และในสังคมได้อย่างมีความสุข



