โมดูลที่ 5
การศึกษาในอนาคต
“ก่อร่างสร้างใหม่ การศึกษาไทยสู่อนาคต” นำเสนอผลการระดมสมอง 5 โจทย์สำคัญเพื่อการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย
TEP FORUM 2022 “ก่อร่างสร้างใหม่ การศึกษาไทยสู่อนาคต” นำเสนอผลการระดมสมอง 5 โจทย์สำคัญเพื่อการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย
จากการระดมปัญหา และถกปัญหาถึงสิ่งที่ต้องการให้เกิดขึ้นในการจัดการศึกษาไทยจากผู้เชี่ยวชาญทั้ง 5 ท่าน เป็นการนำเสนอทั้งบทสรุปและข้อสรุปจาก 5 โจทย์สำคัญในการระดมสมองเพื่อการเปลี่ยนระบบการศึกษาไทย ซึ่งรับมอบโจทย์โดย ดร.คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และจากการพูดคุยร่วมกัน ทำให้เห็นแนวทางและบทสรุป ดังนี้
โจทย์ที่ 1 โรงเรียนพลังบวก – ความหวังปฏิรูปการศึกษาจากพื้นที่ โดย คุณวิชัย จันทร์ส่อง ผอ.รร.วัดตาขัน จากการระดมความคิดโดยผู้เข้าร่วมจากโรงเรียนสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดอื่นๆ โดยเฉพาะโรงเรียนใน 8 พื้นที่โรงเรียนนำร่องพื้นที่นวัตกรรม โรงเรียนนอกพื้นที่นวัตกรรม และศูนย์การเรียนชุมชน ได้ร่วมกันสกัดเป็นแนวคิด ความท้าทายและสิ่งที่อยากจะเห็น ดังนี้
1) กระทรวงศึกษาธิการควรเน้นให้สถานศึกษา เป็นหน่วยงานหลักในการปฏิรูปการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีนโยบาย ส่งเสริม สนับสนุนที่ชัดเจนและจริงจัง
2) เปิดโอกาสให้สถานศึกษา และจังหวัดมีอิสรภาพในการบริหารการศึกษาด้วยตนเอง
3) ให้อิสระสถานศึกษาในการบริหารหลักสูตร และการจัดการเรียนการสอนที่ให้ความสำคัญโดยการบูรณาการองค์ความรู้ในท้องถิ่น
4) สร้างแรงจูงใจในการพัฒนาการจัดการศึกษาที่ตอบสนองการปฏิรูป โดยการปรับกฎ ระเบียบ และระบบวัดผลประเมินผล ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของครู ผู้บริหาร และสถานศึกษา เพื่อให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดกับนักเรียน
5) กลไกระดับจังหวัด ทั้งศึกษานิเทศก์ เขตพื้นที่ และศึกษาธิการร่วมกันสนับสนุนสถานศึกษาให้มีอิสระในการจัดการตนเอง
โจทย์ที่ 2 สร้าง / คัด / พัฒนาครูแบบไหน ให้ตอบโจทย์เด็กไทยทุกคน โดย คุณทัฬหวิชญ์ ฐิติรัตน์สกุล นักวิจัยนโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) จากการแลกเปลี่ยนร่วมกัน ได้มีตัวแทนเข้าร่วมจากมหาวิทยาลัย กสศ. และครูที่สะท้อนความต้องการของโรงเรียน ความท้าทายของการพัฒนาครู ดังนี้ ด้านปัญหาพบว่าการสร้างครูไม่เป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งอาจทำให้การสอนของครูไม่ตอบโจทย์ การคัดเลือกครูผู้สอนยังอยู่ในระบบที่มีข้อสอบเหมือนกันทั้งประเทศ ทำให้ไม่สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน พื้นที่และชุมชน และ การพัฒนามีอุปสรรคด้วยภาระงานที่มากทำให้ครูไม่มีเวลาพัฒนาตนเอง หรือแม้กระทั่งครูไม่สามารถเลือกสิ่งที่อยากจะพัฒนาได้ ทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์ความหลากหลายได้ สำหรับข้อเสนอ ดังนี้
1) การสร้าง ให้มีการทำงานร่วมกันมากขึ้นระหว่างโรงเรียนและมหาวิทยาลัยในการติดตาม ประเมินผล และการสะท้อนผลกลับเพื่อให้เกิดการปรับหลักสูตร
2) การคัดเลือก โดยการให้โรงเรียนได้มีโอกาสเป็นคณะกรรมการในการคัดเลือก เพื่อให้โรงเรียนได้สะท้อนความต้องการมากขึ้น
3) การพัฒนา โรงเรียนควรมีการกำหนดหลักสูตรสถานศึกษา มี School Concept เพื่อให้สามารถออกแบบการพัฒนาได้ตรงกับความต้องการมากขึ้น
โจทย์ที่ 3 Beyond Schooling การเรียนรู้แบบใหม่ที่ไปไกลกว่าโรงเรียน โดย คุณวรุตม์ นิมิตยนต์ ผู้ก่อตั้งเพจ Deschooling Game ความสนุกปลุกการเรียนรู้ จากการพูดคุยร่วมกันระหว่างผู้ที่ทำงานอยู่ในการเรียนรู้นอกระบบ จะเห็นได้ว่า การเรียนรู้นอกระบบจำนวนมากเป็นพื้นที่ที่ออกแบบมาเพื่อทดแทนทักษะบางอย่างที่การเรียนรู้ในระบบทำไม่ได้ เนื่องจากโครงสร้างของระบบการศึกษาค่อนข้างใหญ่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการขับเคลื่อน แต่ด้วยการศึกษานอกระบบหรือการเรียนรู้นอกระบบมีความยืดหยุ่น มีความเป็นเอกชนและรวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นความท้าทายในการให้ทั้งสองฝ่ายสามารถสนับสนุนการทำงานร่วมกันได้ จึงนำมาสู่ข้อเสนอ ดังนี้ สิ่งแรกคือ การผลักดันให้มีการพูดคุย แลกเปลี่ยนร่วมกันมากขึ้น เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายสามารถทำงานหรือขับเคลื่อนร่วมกันได้ ประการที่2 การสนับสนุนการเรียนรู้นอกระบบ โดยการให้โรงเรียน สถานศึกษาเข้ามาสนับสนุนและใช้ความยืดหยุ่นของหลักสูตรที่การเรียนรู้นอกระบบสามารถทำได้ จะช่วยทำให้การทำงานร่วมกันในอนาคตง่ายและดีขึ้น และสุดท้าย การได้รับความสนับสนุนหรือออกแบบการสนับสนุนร่วมกันในหลายๆ ด้านจากภาครัฐ
โจทย์ที่ 4 Learning recovery เปิดเรียนใหม่ การศึกษาไทยต้องไม่เหมือนเดิม โดย ดร.นรรธพร จันทร์เฉลี่ย เสรีบุตร CEO Starfish Education สำหรับการพูดคุยหลักๆ เป็นเรื่องการจัดการศึกษาหลังโควิดส่งผลกระทบอย่างไร และควรปรับตัวอย่างไร โดยผู้เข้าร่วมเป็นตัวแทนของครู นักเรียน ผู้ปกครอง ผู้แทนจาก UNICEF และกสศ. พบว่า ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของนักเรียนลดน้อยลง ถือได้ว่าเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญในเรื่องของการถดถอยการเรียนรู้ของเด็ก (Learning Loss) ส่งผลให้เด็กหลุดออกจากระบบหรือเป็นเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือพิเศษ ซึ่งจะทำให้เห็นถึงช่องว่างที่กว้างขึ้นในการเรียนรู้ของเด็ก และการเข้าถึงสื่อ อุปกรณ์ต่างๆ โดยจะนำไปสู่ข้อเสนอดังนี้
1) การช่วยเหลือเด็กให้สามารถที่จะฟื้นฟูการเรียนรู้ของเด็กได้ โดยการสร้างความตระหนักในการปรับวิธีการเรียนแบบใหม่อย่างไรในสภาพแวดล้อมที่มีอยู่
2) การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน
3) การสร้างเครือข่ายการศึกษาการเรียนรู้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน หรือภาคส่วนอื่นๆ ที่เข้ามาช่วยสนับสนุนในการจัดการเรียนการสอน
4) การเชื่อมโยงการทำงานของครู
5) การปรับหลักสูตรเพื่อลดสิ่งที่ไม่จำเป็นในการเรียนรู้
6) การพัฒนาครูในด้านทักษะใหม่ๆ ในการสอนเด็กๆ ในรูปแบบของ Hybrid หรือ Online หรือการใช้เทคโนโลยีมากขึ้น
โจทย์ที่ 5 พ.ร.บ.พอหรือไม่ : กติกานโยบายแบบไหน จะพาการศึกษาไทยไปสู่อนาคต โดย คุณณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยอาวุโส สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) มีข้อค้นพบ 3 ข้อในด้านความท้าทายการจัดการศึกษาในปัจจุบันดังนี้
1) การมีกติกาจำนวนมากในการกำกับ ดูแลกระทรวงศึกษาธิการ และส่วนหนึ่งเป็นกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารราชการ อีกทั้งเกิดจากความไม่ไว้วางใจในการทำงานของครูและโรงเรียน
2) การแก้ไขกฎหมายต่างๆ ใช้ระยะเวลานาน ซึ่งทำให้ไม่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ในปัจจุบัน
3) กติกาอาจมีความยืดหยุ่นไม่เพียงพอสำหรับการจัดการศึกษาที่มีความหลากหลาย สำหรับข้อเสนอดังนี้
- 3.1) การกระจายอำนาจ เพิ่มอิสระให้ทุกระดับมีส่วนร่วมในการตัดสินใจมากขึ้น จะทำให้เกิดแนวปฏิบัติที่เปลี่ยนแปลงไป
- 3.2) การออกแบบกติกาทางการศึกษาในอนาคต มุ่งเน้นในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและรับรองสิทธิสวัสดิภาพของผู้เรียนมากขึ้น
- 3.3) ควรมีการอนุญาตให้ทำการทดลองเชิงนโยบาย
- 3.4) ควรให้ความสำคัญในการนำเทคโนโลยีเข้ามาพัฒนาการเรียนการสอนรูปแบบ Hybrid และมีการแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีระหว่างครู
- 3.5) การออกแบบกติกาที่ดีที่สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ตลอดจนการการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างครู โรงเรียน และข้ามเส้นแบ่งไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนเอกชน นานาชาติ การเรียนรู้นอกหรือในห้องเรียน การทำงานระหว่างภาครัฐและเอกชนเข้ามาทำงานร่วมกัน ทำให้ระบบการศึกษาเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ระบบการศึกษาไร้พรมแดนคืออะไร?
หากพูดถึงระบบการศึกษาไร้พรมแดนเมื่อราว 10 ปีหรือ 20 ปีก่อนก่อน ภาพที่หลายๆ คนนึกถึงก็คงจะเป็นการเรียนรู้ในพื้นที่ห่างไกล การเรียนรู้จากทีวีบานเล็กหรือบานใหญ่ เป็นวิดีโอที่อัดไว้หรือเป็นการถ่ายทอดสดทางทีวี ความหมายของ ‘ระบบการศึกษาไร้พรมแดน’ ที่เราเข้าใจก็ดูเหมือนจะอยู่เพียงแค่ในรูปแบบนี้เท่านั้น แต่ในปัจจุบัน แน่นอนว่าระบบการศึกษาไร้พรมแดนที่เราเคยรู้จักได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก ขอบเขตความหมาย รูปแบบ หรือช่องทางการเรียนรู้อย่างไร้พรมแดนต่างๆ ได้มีการขยายและในรูปแบบที่เราเคยรู้จักกันก็ได้มีการพัฒนาปรับปรุง เปลี่ยนแปลงไปให้เด็กๆ แล้วอย่างมาก
ในบทความนี้เราจะมาเรียนรู้กันถึงสิ่งที่เรียกว่าการเรียนรู้ไร้พรมแดน หรือระบบการศึกษาไร้พรมแดนกันค่ะ การเรียนรู้ไร้พรมแดนคืออะไร? การเรียนรู้แบบ Online อย่างง่ายๆ ที่ Starfish Labz นี้ก็เรียกว่าระบบการศึกษาไร้พรมแดนด้วยไหม? มาสำรวจเรื่องราวของการเรียนรู้ไร้พรมแดนไปด้วยกันในบทความนี้กันเลยค่ะ
การเรียนรู้ไร้พรมแดนคืออะไร?
การศึกษาทางไกลหรือระบบการศึกษาไร้พรมแดน หมายถึงการถ่ายทอดความรู้ ทักษะ และประสบการณ์ในรูปแบบต่างๆ ที่ไม่ได้จำกัดว่าต้องอยู่เพียงแค่ในห้องเรียน ในรูปแบบตัวต่อตัวจริงๆ หรือในทางกายภาพ แต่เป็นการเรียนรู้ที่ข้ามขอบเขตทั้งเรื่องสถานที่และเวลา เด็กๆ สามารถเรียนรู้ได้จากทุกที่ ที่บ้านและไปจนถึงในสถานที่ต่างๆ ซึ่งในปัจจุบัน อย่างที่กล่าวไปว่านอกเหนือจากการถ่ายทอดสดทางทีวีหรือในรูปแบบวีดิทัศน์ การเรียนรู้ไร้พรมแดนยังได้มีการวิวัฒนาการ เติบโต และได้รับการพัฒนาจากอิทธิพลของเทคโนโลยีและความต้องการในการเรียนรู้ต่างๆ จนกลายเป็นการเรียนรู้ในหลากหลายรูปแบบมากมาย เช่น
- การลงเรียนคอร์ส Online ในเว็บไซต์ผ่านคอมพิวเตอร์หรือแท็บเล็ต
- การเรียนรู้แบบผสมผสานระหว่างแบบ Online และที่โรงเรียน
การเรียนรู้บนแอปพลิเคชัน หรือผ่าน AI ในลักษณะเครื่องมือการเรียนรู้อัตโนมัติต่างๆ
ในแง่นี้ ระบบการศึกษาไร้พรมแดนที่เราเคยรู้จักกันจึงไม่ได้อยู่เพียงแค่ในรูปของการประชุมทางไกล (Teleconferenced-Based Instruction) หรือในรูปแบบวิดีโอ วีดิทัศน์ หรือโทรทัศน์อีกต่อไปแล้วแต่ยังรวมถึงในรูปแบบอื่นๆ มากมาย เช่น ผ่านคอมพิวเตอร์ (Computer-Based Instruction), ผ่านเว็บไซต์ (Web-Based Instruction) หรือผ่านแอปฯ (App-Based Instruction) ที่เราชื่นชอบนั่นเองเองค่ะ
คุณประโยชน์ของการศึกษาไร้พรมแดน
1. การศึกษาไร้พรมแดนช่วยกระจายโอกาสการเรียนรู้ สามารถใช้เป็นโซลูชันในการช่วยลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับการเรียนรู้ของเด็กๆ ในทุกๆ ที่ทั้งในแง่ของการเรียนรู้ที่โรงเรียนและการเรียนรู้เพิ่มเติมด้วยตนเอง
2. การศึกษาไร้พรมแดนช่วยเปลี่ยนแปลงกระบวนวิธีการเรียนรู้และการจัดการศึกษา ช่วยสร้างการเรียนรู้ในรูปแบบใหม่ๆ และยังรวมถึงความสนุกสนาน
3. การศึกษาไร้พรมแดนช่วยลดอุปสรรคด้านทรัพยากร สถานที่ เวลา และบุคลากร สามารถใช้เป็นโซลูชันสำหรับการเรียนรู้ของเด็กๆ ในทุกๆ ที่
4. การศึกษาไร้พรมแดนในรูปของการเรียนรู้แบบผสมผสานสามารถช่วยลดภาระของครูรวมถึงสถาบันและการศึกษา ตลอดจนช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการเรียนการสอนให้คงคุณภาพในช่วงเวลาวิกฤตที่การเรียนการสอนที่โรงเรียนอย่างเต็มรูปแบบอาจเป็นไปไม่ได้
5. การเรียนการสอนทางไกลสามารถแพร่กระจายและเข้าถึงตัวบุคคลได้อย่างหลากหลายและกว้างขวาง ไม่เพียงแค่เด็กๆ ที่สามารถเรียนรู้ได้ แต่ยังรวมถึงบุคคลในทุกๆ วัย เสริมสร้างแนวคิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง (Life-long Learning) แม้จะพ้นช่วงการเรียนรู้ที่โรงเรียนหรือที่มหาวิทยาลัยไปแล้ว
4 หัวใจสำคัญ ช่วยสร้างสุดยอดการเรียนรู้ไร้พรมแดน
1.ผู้เรียน
การเรียนรู้ไร้พรมแดนที่ดีเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผู้เรียนมีอิสระในการกำหนดเวลา สถานที่ และวิธีเรียนของตนเอง โดยสามารถเรียนรู้ได้จากแหล่งทรัพยากรการเรียนรู้ที่หลากหลาย เช่น จากการสอนโดยผ่านการสื่อสารทางไกล วีดิทัศน์ที่ผลิตเป็นรายการ วีดิทัศน์ที่บันทึกจากการสอน ตำรา หนังสือ เอกสารประกอบการสอนในรูปของบทเรียนด้วยตนเอง คอมพิวเตอร์ช่วยสอน และระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต เป็นต้น
2.ผู้สอน
นอกเหนือจากการเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง อีกหนึ่งหัวใจที่สำคัญของการเรียนรู้ไร้พรมแดนก็คือการมีตัวเลือกความหลากหลายของผู้สอนที่ดี ไม่ว่าจะเป็นคุณครูในระดับโรงเรียนหรือไปจนถึงผู้เชี่ยวชาญในวัยทำงาน ในอุตสาหกรรมต่างๆ การเรียนรู้ไร้พรมแดนก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการการเรียนรู้ได้
3.การจัดการบริหารอย่างสร้างสรรค์
การเรียนรู้ไร้พรมแดนการจัดระบบการจัดที่ดี อาจมีครูที่ปรึกษาประจำตัวผู้เรียน มีที่ปรึกษาที่อาจจะไม่ใช่คุณครู รวมไปถึงการเปิดกว้าง การมีความคิดสร้างสรรค์ การออกแบบรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่จำกัดอยู่เพียงแค่ในกรอบเดิมๆ
4.การควบคุมคุณภาพ
การเรียนรู้ไร้พรมแดนที่ดีควรมีการประเมินและปรับปรุงคุณภาพอย่างสม่ำเสมอมีการคัดเลือกผู้สอนและบุคลากร มีวิธีการประเมิน และวิธีการปรับปรุงรวมถึงการให้บริการต่อผู้เรียนที่ดีต่างๆ นอกเหนือจากนี้ ยังควรมีการคอยอัปเดตเนื้อหาให้มีความทันสมัย มีการตรวจดูความถูกต้องของเนื้อหาอย่างสม่ำเสมอ
Hybrid Learning และการเรียนรู้ Online ตัวอย่างสุดยอดการเรียนรู้ไร้พรมแดนในยุคปัจจุบัน
กล่าวมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายๆ คนคงพอเห็นภาพและเข้าใจกันมากขึ้นแล้วว่าการเรียนรู้ทางไกลที่เราคุ้นเคยกันได้มีการปรับและพัฒนา และสองตัวอย่างที่เรียกได้ว่าเป็นสุดยอดการเรียนรู้ไร้พรมแดนก็คือ Hybrid Learning การเรียนรู้เชิงผสมผสานทั้งที่โรงเรียนและแบบ Online ในสถาบันการศึกษา และการเรียนรู้ Online เช่น ผ่านแพลตฟอร์ม Starfish Labz หรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ต่างๆ ซึ่งถือว่าเป็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงการศึกษาไทยในอนาคตที่ดีอย่างยิ่ง และเรียกได้ว่าจะต้องมีอิทธิพลและความสำคัญมีการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ให้เราได้ติดตามกันอย่างแน่นอนค่ะ
อ้างอิง:
แนวทางการออกแบบการจัดการเรียนรู้ในโลกอนาคต
OECD หรือองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจในภาคส่วนของการศึกษา (OECD Education) 2030 ได้พูดถึงความท้าทาย 5 ประการที่ระบบการศึกษาทั่วโลกจะต้องปฏิรูปให้ก้าวข้ามให้ได้ ดังนี้
- เผชิญกับความต้องการที่อยู่นอกเหนือจากหลักสูตรที่เรียนมาก แต่ไม่ได้เรียนในสิ่งที่นำไปใช้จริง เพราะฉะนั้น เราจะต้องเปลี่ยนโฟกัสจาก “เรียนมาก” เป็น “เรียนอย่างมีคุณภาพ”
- การปฏิรูปหลักสูตรมีความล่าช้า และหลักสูตรได้กำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนที่กว้างเกินไป ต้องทำให้หลักสูตรแคบลง เน้นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากยิ่งขึ้น
- เนื้อหาบทเรียนต้องมีคุณภาพ เพราะต้องการให้นักเรียนมีความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้น
- หลักสูตรควรมีการรับประกันคุณภาพในระหว่างที่มีการพัฒนา และควรได้รับความร่วมมือจากนักเรียน ชุมชนรอบข้างในการประกันคุณภาพด้วย เพื่อตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจและเทคโนโลยี
- ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันการวางแผนอย่างเป็นระบบ เพื่อการปฏิรูปที่ยั่งยืน
ดังนั้น เพื่อการก้าวข้ามความท้าทายทั้ง 5 ประการนี้ ภาคีเครือข่ายด้านการศึกษาทุกภาคส่วนต้องร่วมกันสร้าง “หลักการออกแบบ” เพื่อการเปลี่ยนแปลงหลักสูตรและระบบการศึกษาที่จะมีในแต่ละประเทศ ดังหลักการในประเด็นแนวคิด และเนื้อหาดังนี้
- เนื้อหาต้องให้นักเรียนเป็นเจ้าของ: หลักสูตรควรคำนึงถึงการสร้างแรงจูงใจให้แก่ผู้เรียนทั้งในด้านความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และคุณค่าของการเรียนรู้
- เนื้อหาต้องเข้มข้น : เนื้อหาในบทเรียนควรเป็นเนื้อหาที่ท้าทายผู้เรียน และช่วยให้ผู้เรียนคิดได้ลึกซึ้งขึ้น
- เนื้อหาต้องมีจุดโฟกัส : จำนวนเนื้อหาที่เรียนควรมีจำนวนน้อย แต่ต้องเน้นการเรียนรู้ในเชิงลึกและคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียน บางเนื้อหาอาจจะมีความซ้ำกันเพื่อเน้นย้ำแนวคิดที่สำคัญ
- เนื้อหาต้องมีการเชื่อมโยง : ลำดับเนื้อหาต้องมีความเชื่อมโยงและต่อเนื่องกัน ไล่ลำดับความยากง่ายและลึกตื้นของเนื้อหา เพื่อให้เห็นขั้นตอนของแนวคิดต่างๆ และจะต้องเหมาะสมกับช่วงวัยของนักเรียน
- เนื้อหาควรสอดคล้องกับการประเมินผู้เรียน : หลักสูตรควรสอดคล้องกับแนวทางการสอนและประเมินผล ซึ่งการประเมินผลในแต่ละเนื้อหาอาจจะต้องมีความแตกต่างกัน และควรมีวิธีการประเมินใหม่ๆ เพื่อให้นักเรียนเห็นคุณค่าในตัวเอง
- เนื้อหาควรเน้นที่การผสมผสานความรู้ ทักษะ ทัศนคติ และคุณค่า : ผู้เรียนสามารถนำความรู้ และทักษะเหล่านี้ไปใช้ได้ในบริบทอื่นๆ ด้วย
- เนื้อหาควรให้ทางเลือกแก่นักเรียน : ผู้เรียนควรได้เรียนรู้การทำโปรเจกต์ หรือการเลือกหัวข้อในการเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วยการสนับสนุนจากคุณครู เพื่อการตัดสินใจเลือกด้วยการมีข้อมูลอย่างครบถ้วน
ทั้ง 7 หลักการออกแบบหลักสูตรและเนื้อหาการสอนจะช่วยให้นักเรียนสามารถปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงในโลกอนาคตได้ อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการออกแบบหลักสูตร คือ การเชื่อมโยงเนื้อหากับชีวิตจริงนอกห้องเรียนของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสำคัญในการเรียนรู้นั่นเอง
อ้างอิง The Future of Education and Skills Education 2023, OECD
ชวนมารู้จัก “หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum)” ฉบับเข้าใจง่าย
บทความนี้จะกล่าวถึง “หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum)” ฉบับเข้าใจง่าย จะมีเนื้อหาเป็นเช่นไรมาดูกันเลย
คุณพ่อคุณแม่เคยได้ยินคำกล่าวที่ว่าอย่าตัดสินปลาว่าไม่เก่ง เพียงเพราะมันปีนต้นไม้ไม่ได้ อย่าตัดสินลิง ว่าไม่เก่ง เพียงเพราะมันว่ายน้ำไม่เป็นบ้างไหมคะ ? เพราะแต่ละคน มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความสามารถกันคนละแบบ จึงไม่สามารถใช้เกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่งตัดสินทุกคนได้ นี่เป็นแนวคิดที่ทำให้เกิดการศึกษารูปแบบนี้ขึ้นมา ที่มองว่าคนเรามีความถนัดที่แตกต่าง และความแตกต่างนี้เองที่เราควรส่งเสริม จึงทำให้เกิดหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum)
เพราะทุกคนแตกต่าง และเก่งได้ในสไตล์ของตัวเอง
ย้อนกลับไปในปี 1973 David Clarence McClelland นักจิตวิทยาชาวอเมริกัน ที่ได้ให้แนวคิดว่า การศึกษาควรเปลี่ยนรูปแบบการวัดผลจากข้อสอบให้เป็นการประเมินสมรรถนะแทน นั่นคือ ให้พิจารณาบุคคลโดยการมองจากภาพรวม ทั้งปัจจัยภายนอก และคุณลักษณะที่ซ่อนอยู่ภายใน ซึ่งสิ่งนี้เองจะผลักดันให้บุคคลนั้นสร้างผลงานที่ดี ในงานที่ตนเองถนัด ซึ่งอาจไม่สามารถวัดได้จากเกรด ใบรับรอง หรือใบประกาศเกียรติคุณต่าง ๆ นั่นเป็นที่มาของการกลับมามองที่การศึกษาว่าเราไม่จำเป็นต้องใช้เกณฑ์เดียวในการวัดความสามารถของผู้เรียนไปเสียหมด และนั่นคือแนวคิดของ หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum) ที่เริ่มเกิดขึ้น
“สมรรถนะ” (Competency) นั้นหมายถึงอะไร
คำว่า “สมรรถนะ” หมายถึง “พฤติกรรม” ที่แสดงออกของบุคคล ผ่านการบูรณาการและประยุกต์ใช้ปัจจัยที่อยู่ภายใน เช่น ความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่าง ๆ ให้เกิดผลการปฏิบัติงาน และประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต
หลักคิดของหลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum)
- เก่งในแบบของตัวเอง - เป็นการเรียนเพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนรายบุคคล (Personalization) เพราะคนเราก็มีความถนัด และความเก่งเป็นของตนเอง
- มีสุขภาวะ - เน้นให้ผู้เรียนเกิดสุขภาวะ (Well-being) ทั้งในด้านสุขภาพ ความฉลาดรู้ สังคมและอารมณ์อย่างสมดุล เพราะสุขภาพดีเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุด ซึ่งหมายความรวมถึงทั้งสุขภาพกาย และสุขภาพจิตด้วยเช่นกันค่ะ
- เรียนไปใช้งานเป็น - พัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นเพื่อใช้ในการดำรงชีวิต การแก้ปัญหา ในสถานการณ์ต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน และการสร้างประโยชน์ต่อสังคม หมดปัญหาเก่งแต่ในตำราแต่นำไปใช้ไม่ได้ เรียนภาษาอังกฤษตั้งแต่อนุบาลแต่ยังหนีชาวต่างชาติ หมายรวมถึงการใช้ความเก่งอย่างถูกต้อง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมด้วย
- ยืดหยุ่นพร้อมปรับตัว - พัฒนาผู้เรียนให้รู้เท่าทัน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคม และความก้าวหน้าทางวิทยาการ เพราะโลกหมุนไปตลอด การเรียนรู้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในตำราที่สร้างขึ้นมาในช่วงเวลาหนึ่ง แต่ยังศึกษาต่อยอดความรู้ไปได้เรื่อย ๆ
หลักสูตรฐานสมรรถนะประเมินอย่างไร?
การประเมินผลผู้เรียนจาก “สมรรถนะ” นั้นคือการประเมินผู้เรียนจากพฤติกรรม ซึ่งจะต้องมีการกำหนดกรอบสมรรถนะหลัก ที่ประกอบไปด้วยนิยามของแต่ละสมรรถนะ ระดับความเชี่ยวชาญ และพฤติกรรมบ่งชี้ที่มีความชัดเจน จะทำให้ผู้เรียนได้ลงมือทำมากกว่าแค่เรียนรู้จากในตำราเรียน เพื่อให้ได้พัฒนาทักษะที่สามารถนำไปใช้ได้จริงทั้งภายใน และภายนอกห้องเรียน
โดยการประเมินสมรรถนะที่สำคัญของผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน นั้นมี 4 ด้าน
- ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร และประสบการณ์อันจะเป็น ประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง และสังคม รวมทั้งการเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับ หรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสาร ที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม
- ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเอง และสังคมได้อย่างเหมาะสม
- ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสม บนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์ และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้น ต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม
- ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนำกระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงาน และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา และความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และสภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเอง และผู้อื่น
จุดเด่นและข้อดีของหลักสูตรฐานสมรรถนะ
ทิศทางของหลักสูตรฐานสมรรถนะในปัจจุบันมีการเติบโต และถูกพัฒนาให้เข้ากับยุคสมัยอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้คุณประโยชน์ก็ยิ่งมากมายและหลากหลาย แล้วแต่หรือขึ้นอยู่กับว่าสถาบันใดหรือผู้สอนท่านใดจะนำไปปรับใช้อย่างไร แต่โดยแก่นของตัวหลักสูตรเองแล้ว แน่นอนว่าย่อมมีจุดเด่นและข้อดีที่ควรค่าแก่การหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่
- หลักสูตรสมรรถนะช่วยสร้างผู้สำเร็จการศึกษาที่มีความเป็นเลิศในการปรับตัว, ประยุกต์ใช้ และต่อยอดทักษะและความรู้
- หลักสูตรสมรรถนะช่วยสร้างผู้สำเร็จการศึกษาที่มีทักษะสอดคล้องกับงาน/อาชีพที่มีตรงความต้องการของตัวเองอย่างแท้จริง อันจะส่งผลดีถึงสถานประกอบการหรืออาชีพในอนาคตที่ผู้สำเร็จการศึกษาจะทำด้วย
- หลักสูตรฐานสมรรถนะช่วยลดสาระการเรียนรู้ที่ไม่จำเป็น โดยในที่นี้ หมายถึงการโฟกัสกับการท่องจำ หรือการพยายามจดจำทุกเนื้อหาโดยละเลยการพัฒนาทักษะ หรือความเข้าใจของผู้เรียนอย่างแท้จริง
- หลักสูตรฐานสมรรถนะช่วยลดภาระ และเวลาในการสอบตามตัวชี้วัดจำนวนมากอย่างที่เคยเป็นมาตลอด เพราะสามารถวัดและประเมินผลผู้เรียนด้วยการสังเกตพฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงให้เห็นถึงสมรรถนะหลักของแต่ละบุคคล
หลักสูตรฐานสมรรถนะ (Competency-based Curriculum) โดยสรุปจึงถือเป็นการเรียนที่เปิดกว้างในแง่ของความหลากหลายในความถนัด ซึ่งในขณะเดียวกันก็เข้าใจความเป็นปัจเจกของบุคคลที่มีความแตกต่าง นับเป็นความก้าวหน้าในการเรียนการสอนไปอีกขึ้นหนึ่ง ที่ทำให้สามารถมองการเรียนการสอนในหลายมิติมากขึ้น
อ้างอิง

