เทคโนโลยีดิจิทัล
เทคโนโลยี AR และ VR ต่างกันอย่างไร ชวนทำความเข้าใจเทคโนโลยีเสมือนจริงในการศึกษา
หากพูดถึงเรื่องราวของเทคโนโลยีการศึกษาในปัจจุบันแล้วนอกเหนือจากเหล่า EdTech Tools ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตากันอย่าง Google Classroom, Microsoft Teams หรือ Starfish Class อีกหนึ่งรูปแบบ EdTech ที่หลายๆ คนรอคอยก็คือเรื่องราวของ AR และ VR ที่ยังคงมีการพัฒนา วิวัฒนาการมาอย่างต่อเนื่องแต่ก็ยังคงไม่เป็นที่แน่ชัดสักทีว่าเราจะได้ใช้งานกันเมื่อไหร่หรืออย่างไร ในบทความนี้ Starfish Labz จะขอพาทุกคนมาอัปเดตทุกเรื่องราวเกี่ยวกับเจ้าเทคโนโลยีนี้ในแวดวงการศึกษากันค่ะ เทคโนโลยีเสมือนจริงในการศึกษาอย่าง AR / VR คืออะไร? แตกต่างอย่างไร? เมื่อไหร่จะได้ใช้ถ้าพร้อมแล้ว มาหาคำตอบกันเลย
AR คืออะไร? AR หรือ Augmented Reality กล่าวอย่างให้ง่ายที่สุดแล้วก็คือเทคโนโลยีที่ฉายภาพเสมือน 2 หรือ 3 มิติลงบนวัตถุคล้ายกับการใช้ฟิลเตอร์บน Instagram, Snapchat และ Facebook โดยใช้นวัตกรรมจากคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยรวมทั้งใช้ประโยชน์จากอุปกรณ์ต่าง ๆ เช่น เว็บแคม คอมพิวเตอร์ กล้องและแว่นตาเพื่อเข้ามาสร้างให้เกิดเป็นภาพเสมือนจริง ช่วยให้ดวงตาของเราในโลกจริงๆ สามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ ในรูปแบบใหม่ที่มิติ มีการเคลื่อนไหว หรือมีเสียง มีการเปลี่ยนแปลงไปที่ต่างจากเดิม จุดเด่นของ AR คือความสามารถในการทำผู้ใช้งานสามารถเห็นภาพ 2 หรือ 3 มิติของสิ่งของหรือวัตถุต่างๆ ได้อย่างสมจริงมากยิ่งขึ้น เช่น การนำเทคโนโลยี AR เป็นหนึ่งในสื่อการเรียนการสอนซึ่งสามารถช่วยให้เด็กๆ เห็นภาพ เข้าใจ และยังรู้สึกอยากมีส่วนร่วมได้ดียิ่งขึ้น หรือตัวอย่างที่เห็นชัดที่สุดก็คือการนำ AR มาใช้ในเกม Pokemon GO ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้เล่นออกไปจับโปเกม่อนข้างนอกจริงๆ ด้วยโทรศัพท์มือถือด้วยตัวเองผ่านการเทคโนโลยีแบบ AR เรียกได้ว่าเป็นการเล่นเกมแบบใหม่ที่จำลองความเสมือนจริงเข้ามาได้อย่างสุดคูลเลยทีเดียว
VR คืออะไร? หาก AR คือการจำลองภาพเสมือนจริงแบบ 2 หรือ 3 มิติ VR หรือ Virtual Reality ก็คือการจำลองภาพเสมือนจริงแบบ 360 องศา หรือการจำลองที่ให้ขอบเขต ความสมจริง หรือลักษณะความมีส่วนร่วม (Immersive/Immersion) ที่มากไปกว่า AR นั่นเองค่ะ ด้วยเป้าหมายที่อยากให้เกิดความสมจริงทุกสัดส่วนนี้โดยปกติแล้ว VR จึงต้องใช้งานกับอุปกรณ์อย่างแว่นตาเป็นหลักเพื่อให้สามารถมองเห็น สัมผัสสิ่งต่างๆ ได้อย่างเต็มรูปแบบตัวอย่างการเอาเทคโนโลยี VR ไปใช้ในการเล่นเกม เช่น เกมแนว FPS (เกมแนวยิงปืน) ที่จำลองให้เราเสมือนสามารถถือปืนได้จริงๆ ในระหว่างเล่น เป็นต้น จะเห็นได้ว่าเมื่อกล่าวถึงเทคโนโลยี AR และ VR แล้วความแตกต่างก็คือระดับความเสมือนจริงหรือประสบการณ์การมีส่วนร่วมเวลาใช้งานนั่นเองค่ะ ซึ่งพอมีความแตกต่างในจุดนี้ การตอบโจทย์ต่างๆ ในการใช้งานก็แตกต่างกัน AR จะมีความเรียบง่ายกว่า ใช้อุปกรณ์น้อยกว่า รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่อาจถูกกว่าส่วน VR นั้นมีระดับที่ค่อนข้างสมจริงกว่าจึงอาจมีค่าใช้จ่ายต่างๆ สูงกว่านั่นเอง
เทคโนโลยี AR และ VR ในการศึกษา นอกเหนือจากถูกใช้ในทางธุรกิจและเกมอีกหนึ่งจุดที่สำคัญก็คือบทบาทของ AR และ VR ในฐานะเทคโนโลยีการศึกษา ซึ่งในปัจจุบัน จริงๆ แล้วอาจกล่าวได้ว่ามีการใช้งาน AR เยอะกว่ามากเพราะการสร้างและการใช้งานต่างๆ ที่ง่ายกว่าส่วน VR ในต่างประเทศมีการใช้งานในบางโรงเรียนและมหาวิทยาลัย ซึ่งจริงๆ แล้วต้องบอกว่าทั้งสองมีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกันขึ้นอยู่กับเป้าหมายของคุณครูในการสอนเหมาะกับทั้งการเรียนการสอนแบบ Online 100% และการสอนแบบ Hybrid มีเทคโนโลยีเข้ามาเสริม
เมื่อไหร่ AR และ VR จะมีความแพร่หลายมากขึ้นในการศึกษา สำหรับในประเด็นสุดท้าย แน่นอนว่าหลายๆ คนที่เป็นแฟนเทคโนโลยีเสมือนจริงในการศึกษาอยากรู้ก็คือเมื่อไหร่กันที่ AR / VR จะมีความแพร่หลายหรือสามารถเข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น คำตอบคือจริงๆ แล้ว ในส่วนของ AR มีการใช้งานที่ค่อนข้างแพร่หลายแล้วในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของ AR สูงขึ้นเพราะสร้างง่ายกว่าใช้งานง่ายกว่าคุณครูไม่ว่าจะในประเทศไหนต่างประเทศหรือประเทศเราก็สามารถลองเรียนรู้เทคโนโลยีนี้ได้ด้วยตัวเองส่วนเทคโนโลยีเสมือนจริงในการศึกษาอย่าง VR เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีที่มีค่าใช้จ่ายสูงรวมถึงมีกระบวนการสร้างที่ซับซ้อนกว่าจึงปฏิเสธไม่ได้ว่าการเข้าถึงยังคงยากกว่า AR แต่ในอนาคต เชื่อว่าหากได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องจะต้องมีโอกาสที่มีการผลิตออกมาในราคาที่เข้าถึงได้และเชื่อว่าจะต้องมี Solutions ต่างๆ ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ตอบโจทย์ต่อการใช้งานในวงกว้างมากขึ้นอย่างแน่นอนโดยในการประยุกต์ AR และ VR กับการศึกษาสามารถมีความแตกต่างกัน ดังนี้
แนวทางในการประยุกต์ใช้ AR กับการศึกษา เด็กๆ สามารถเรียนรู้อย่างเสมือนจริงแม้อยู่ในชั้นเรียนคุณครูสามารถใช้เพื่อช่วยอธิบายเนื้อหาที่เข้าใจยากให้เห็นภาพได้มากขึ้นสามารถใช้เพื่อช่วยสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนกับเนื้อหาการเรียนเด็กๆ สามารถเรียนรู้แบบโมเดลสามมิติ สามารถใช้ AR เพื่อส่งเสริมทักษะและการเรียนรู้ด้วยตนเอง
แนวทางในการประยุกต์ใช้ VR กับการศึกษา สามารถใช้ VR พานักเรียนเข้าไปสู่โลกเสมือนจริงแห่งการเรียนรู้โดยที่ตัวนักเรียนไม่ต้องออกจากห้องเรียนได้แบบสมจริงและ Immersive ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ ผสมผสานกับการใช้เครื่องมือในโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ในการลองสร้างงานศิลปะแบบ 3 มิติด้วย VR เด็กๆ สามารถใช้ VR ในการฝึกทักษะต่างๆ เช่น การพูดสื่อสารในสถานการณ์ต่างๆ แบบเสมือนจริงการเดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ในคลาส Online หรือในช่วงพิเศษ เช่น ในช่วง COVID-19 เด็กๆ และคุณครูสามารถใช้ VR เพื่อสื่อสารกันอย่างสมจริงแต่อาจต้องมีเครื่องมือที่จัดหาให้โดยทางโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษา เป็นต้น
อ้างอิง:
5 ทริคเปลี่ยนห้องเรียนแบบเดิมให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่ทันสมัย
สำหรับการเรียนการสอนในปัจจุบันรวมถึงการศึกษาไทยในอนาคตของเราแล้วนอกเหนือจากการเปลี่ยนแปลงในระดับระบบหรือโครงสร้างต่างๆ อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือการเรียนรู้และพัฒนาในเรื่องการสอนโดยเฉพาะเทคนิคการสอนใหม่ ๆ การเรียนรู้ที่ทันสมัยที่สามารถช่วยให้เกิดประโยชน์ยิ่งกว่าเดิม
เพื่อเป็น Guideline ให้กับคุณครูในบทความนี้ Starfish Labz จึงขอทำหน้าที่พาคุณครูทุกคนมาเรียนรู้ 5 เคล็ดลับตัวอย่างการเปลี่ยนห้องเรียนแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นห้องเรียนที่ทันสมัยขึ้นมาค่ะ แต่เอ้ การเรียนรู้ที่ทันสมัยที่ว่านี่คืออะไรกันนะมาเริ่มจุดแรกไปที่สิ่งนี้กันก่อนเลย
การเรียนรู้ที่ทันสมัยคืออะไร?
พอใช้คำว่าเป็นการเรียนรู้ที่ทันสมัยหลายๆ คนอาจรู้สึกว่าโอ้ มันคงต้องเว่อร์วังอลังการแต่จริงๆ แล้วเจ้าคำนี้ไม่ได้หมายถึงให้คุณครูต้องไปเปลี่ยนแปลงอะไรที่ยิ่งใหญ่เลยค่ะ แต่หมายถึงทักษะความรู้ ความสามารถของคุณครูที่มีการคอยอัปเดตหรือมีการเปลี่ยนแปลงให้ตรงกับช่วงเวลาในปัจจุบัน มีการค้นหาพัฒนาเคล็ดลับการสอนใหม่ๆ หรือจะกล่าวได้ว่าเป็นการสอนที่มีการคอยทบทวนตัวเองอยู่เสมอว่าแบบนี้ดีไหมแบบนี้ใช่หรือเปล่าทำให้การสอนของเรามีความเป็นสมัยใหม่ ไม่ได้แปลว่าต้องใช้แต่อะไรใหม่ ๆ เราจะใช้เคล็ดลับหรือเครื่องมือเก่าๆ มาร่วมด้วยก็ได้ สิ่งสำคัญคือมีการพัฒนามีการคอยปรับให้ตอบโจทย์การสอนของเราและการเรียนรู้ของเด็กๆ
แนวคิดการเรียนการสอนในรูปแบบนี้ตั้งอยู่บนแนวคิดการศึกษาแบบสมัยใหม่ ที่เน้นให้คุณครูเป็นผู้ช่วยเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ในห้องเรียนด้วยเรียกได้ว่าเป็นการมีส่วนร่วมแบบ Active Participation ในการช่วยออกแบบการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการในด้านต่างๆ ของเด็กๆ ให้เป็นไปอย่างสร้างสรรค์และให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดนั่นเอง
5 ทริคเปลี่ยนห้องเรียนแบบเดิมให้กลายเป็นการเรียนรู้ที่ทันสมัย
1.Hybrid Learning - เปลี่ยน 1 ภาคการศึกษา On-Site แบบเก่าๆ ให้กลายเป็น 1 ภาคการศึกษาสุดคูลแบบใหม่ๆ
หากเดิมเราคุ้นเคยแต่การสอน On-Site แบบเก่าๆ ชินแต่กับการสอนที่เน้นการบรรยายด้วยกระดาษและเอกสารหนาๆ เทคนิคแรกที่ Starfish Labz อยากอย่างยิ่งก็คือการบวกเอาเครื่องมือทางเทคโนโลยีหรือแบบออนไลน์มาใช้เพื่อช่วยให้ Classroom ของเรามีความน่าสนใจ น่าสนุกเรียนรู้และช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีจริงๆ ต่อเด็กๆ นั่นเองค่ะ
เครื่องมือ อาทิ กระดานดิจิทัล, แอปช่วยเรียน-ช่วยสอน, แอปเรียนรู้เชิงภาษา ไปจนถึงแอปช่วยคุณครูประเมินก็ล้วนสามารถนำมาใช้ได้ทังนั้น หัวใจสำคัญคือการเลือกเครื่องมือที่ใช่ ตรงใจการใช้งานเราจริงๆ ไม่จำเป็นต้องใช้เหมือนคนอื่นแต่เป็นที่เรารู้สึกว่า ‘นี่แหละ เป็น EdTech ที่ใช่สำหรับเราที่ดีจริงๆ’
2.Teaching Technique - เคล็ดลับการสอนใหม่ๆ ตัวช่วยเปลี่ยนการสอนให้สดใสกว่าเดิม
กว่าจะเป็นคุณครูได้ เราย่อมผ่านการฝึกฝนและพัฒนาตัวเองมากแล้วมากมายแต่แม้เราจะผ่านขั้นตอนการฝึกฝนและเรียนรู้วิธีการต่างๆ มาเยอะแค่ไหน ปฏิเสธไม่ได้ว่าก็ยังมีเคล็ดลับรูปแบบการสอนใหม่ ๆ มากมายที่ช่วยเปิดโลกของเราและเด็กๆ ได้อย่างดีเลยค่ะ
ไม่ว่าจะเป็นเทคนิคการสอนอย่าง Active Learning, Brain-Based Learning หรือ Problem-Based Learning คุณครูก็สามารถลองนำมาปรับใช้ได้ผ่านทั้งการลงเรียนในคอร์สต่างๆ โดยตรงรวมถึงการศึกษาค้นคว้าด้วยตัวเองซึ่งเทคนิคเหล่านี้จริงๆ แล้วเป็นเทคนิคที่ไม่ได้ยากเลยค่ะ เพียงแค่อาจต้องอาศัยการเรียนรู้และการศึกษาค้นคว้าสักหน่อยเท่านั้นเอง
3.Flexible Learning - ชนะใจเด็กๆ ด้วยการเรียนรู้แบบอิสระ
Flexible Learning หมายถึงการให้การศึกษาที่ยืดหยุ่นและสำหรับคุณครูที่กำลังมองหาวิธีดีๆ ในการเอาชนะใจเด็กๆ อยากเปลี่ยนห้องเรียนที่อาจรู้สึกหม่นหมองให้เป็นห้องเรียนที่มีชีวิตชีวาขึ้นมา อีกหนึ่งวิธีที่ Starfish Labz ขอแนะนำก็คือการใช้วิธีการสอนแบบ Flexible Learning เปิดพื้นที่ให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในจุดต่างๆ ของการเรียนรู้ตั้งแต่การเลือกเนื้อหาที่อยากเรียนไปจนถึงสถานที่ที่อยากใช้ในการทำกิจกรรมหรือการทำสิ่งต่างๆ เครื่องมือที่เขาสนใจ EdTech ที่เขาอยากใช้ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้อาจฟังดูเหมือนไม่สำคัญ แต่พอเอามาใช้จริงๆ บอกเลยว่าสามารถช่วยเสริมสร้างคุณภาพการเรียนรู้ของเด็กๆ ได้อย่างยิ่ง
4.Outdoor Learning - เรียนในห้องสนุกอะไร ต้องก้าวออกไปสู่โลกกว้าง~
Outdoor Learning หมายถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อการเรียนรู้นอกห้องเรียนคล้ายๆ กับการทัศนศึกษาที่เราอาจคุ้นกันแต่เมื่อพูดถึง Outdoor Learning หรือ Outdoor Education ในบริบทการเรียนรู้ที่ทันสมัยนี้สามารถเป็นการเรียนรู้แบบเล็กๆ นอกห้องเรียนในโรงเรียน หรือจะเป็นทริปใหญ่ๆ แค่ 1 – 2 ชั่วโมง สามารถมีได้เรื่อยๆ ตลอดภาคการศึกษาจึงทำให้แตกต่างจากการทัศนศึกษาทั่วๆ ไปนั่นเองค่ะ
จุดเด่นแน่นอนว่าคือความสนุกความแปลกใหม่และยังเป็นการเรียนรู้ที่ใช้ได้จริงไม่กินเวลานานจนเกินไปเมื่อเทียบกับการทัศนศึกษาแบบเก่าๆ ช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้เชิงประสบการณ์การเรียนรู้ผ่านการลงพื้นที่จริง เชิงปฏิบัติช่วยให้ความรู้มีโอกาสติดตัวเด็กๆ ไปได้มากกว่าแค่เพียงการอ่านหรือท่องจำหรือแม้กระทั่งการสอบได้คะแนนดีนั้นก็ยังไม่อาจเทียบเท่าตอนที่เด็กๆ ได้มีความทรงจำการเก็บเกี่ยวความรู้เหล่านี้เป็นการเรียนรู้ในลักษณะการอยู่ร่วมกับประสบการณ์เรียกได้ว่าใครที่กำลังมองหาการสอนแบบใหม่อยากให้ได้ผลจริงแบบชัดๆ ต้องลอง Outdoor/Activity Learning เลย
5.Gamification - เปลี่ยนห้องเรียนให้กลายเป็นพื้นที่แสนสนุก
Gamification คือ วิธีการสอนที่ช่วยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้เรื่องต่างๆ อย่างสนุกสนานท้าทายผ่านการใช้องค์ประกอบด้านต่างๆ ในลักษณะเกม ได้แก่ การตั้งเป้าหมายให้เกิดความสนุกและเกิดความท้าทายเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วจึงเกิดการให้รางวัลทำให้เกิดการแข่งขันในผู้เล่น(ผู้เรียน) และมีผลป้อนกลับ (Feedback) เพื่อใช้ในการจัดลำดับมาปรับใช้กับการเรียนการสอนเพื่อกระตุ้นผู้เรียนให้เกิดความสนใจที่จะเรียนรู้ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งเกมที่คุณครูออกแบบเองรวมถึงการใช้ EdTech เชิงเกมเข้ามาช่วยถือเป็นหนึ่งในเคล็ดลับการสอนแบบใหม่ล่าสุดที่คุณครูต้องลองเลยค่ะ
อ้างอิง:

